หากจะย้อนกลับไปในยุค 70 ที่สนามฟิลเบิร์ต สตรีท หนึ่งในนักเตะที่เป็นสัญลักษณ์ของความสม่ำเสมอและความเป็นผู้นำคงหนีไม่พ้น เดนนิส โรฟ ชายผู้ลงสนามเป็นตัวจริงให้กับ "จิ้งจอกสยาม" ถึง 324 นัด และมีเรื่องราวที่เปี่ยมไปด้วยสีสันทั้งในสนามและนอกสนาม
เดนนิส เริ่มต้นอาชีพกับ เลย์ตัน โอเรียนท์ โดยเรื่องราวที่น่าประทับใจที่สุดในวัยเยาว์ของเขาคือเกมนัดเปิดตัวที่พบกับ บริสตอล โรเวอร์ส ในวันนั้นเขาถูกเรียกติดทีมเพียงเพื่อไปช่วยเตรียมชุดแข่ง แต่กลับมีชื่อเป็นสำรองและได้ลงสนามจนยิงประตูได้ในที่สุด เดนนิสเล่าว่าพอกลับถึงบ้าน พ่อของเขาซึ่งเป็นคนขับรถเมล์ในลอนดอนถามผลการแข่งขัน พอรู้ว่าลูกชายไม่ได้แค่ไปดูแต่ "ลงเล่นและยิงประตูได้" พ่อถึงกับกระโดดลงจากเตียงด้วยความตื่นเต้นและรีบออกไปซื้อหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในเช้าวันรุ่งขึ้นทันที
ในปี 1972 เดนนิสย้ายตามเจ้านายเก่า จิมมี่ บลูมฟิลด์ มาอยู่กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 112,000 ปอนด์ ซึ่งถือเป็นสถิติโลกสำหรับตำแหน่งฟูลแบ็กในเวลานั้น (ก่อนจะถูกทำลายในอีก 24 ชั่วโมงต่อมา) ความน่ารักของเดนนิส คือตอนที่เขาขับรถจากลอนดอนขึ้นมาเลสเตอร์ เขาตั้งใจจะขอค่าเหนื่อยเพิ่มจากเดิมที่ได้สัปดาห์ละ £30 เป็น £70 แต่พอเข้าห้องเจรจา บลูมฟิลด์กลับเสนอให้ทันที £100 ต่อสัปดาห์ เดนนิสถึงกับบอกว่า "ผมรีบคว้าปากกามาเซ็นแทบไม่ทัน!"
เดนนิส ย้ายมาพร้อมๆ กับ แฟรงค์ เวิร์ธธิงตัน ยอดกองหน้าเพลย์บอย ทั้งคู่พักอยู่ในโรงแรม Holiday Inn ด้วยกันนานถึง 3 เดือน เดนนิสเล่าติดตลกว่า "ตอนย้ายมาผมอายุ 22 แต่หลังจากใช้ชีวิตกลางคืนร่วมกับแฟรงค์ได้ 3 เดือน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองอายุ 38 เลย!" ซึ่งสะท้อนถึงสปิริตและความสนุกสนานของนักเตะในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี
ในยุคของกุนซือจอมโหดชาวสก็อตอย่าง จ็อค วอลเลซ เดนนิสได้รับมอบหมายให้เป็นกัปตันทีม แต่ปัญหาใหญ่คือสำเนียง ของจ็อคที่ฟังยากสุดๆ เดนนิสเคยถูกจ็อค ดึงไปถามว่าทำไมไม่ฟังคำสั่งในสนาม เขาตอบกลับไปอย่างซื่อๆ ว่า "บอสครับ ขนาดคุยกันตอนนี้ผมยังแทบฟังไม่ออกเลย แล้วในสนามที่มีคนตะโกน 30,000 คน ผมจะรู้เรื่องได้ไง ผมว่าผมต้องมีซับไตเติ้ลเวลาคุยกับคุณนะ!" ความกล้าและความเป็นกันเองนี้ทำให้เขายังคงเป็นที่เคารพของทั้งผู้จัดการทีมและเพื่อนร่วมทีม
แม้จะเป็นกองหลัง แต่เดนนิส มีลูกยิงที่แฟนบอลจำติดตา โดยเฉพาะลูกโซโล่เดี่ยวจากครึ่งสนามไปยิงเบอร์มิงแฮม ซิตี้ และลูกฟรีคิกจากแดนตัวเองที่ยิงเข้าประตูควีนส์พาร์ค เรนเจอร์ส หลังจากอำลาเลสเตอร์ เขาไปเล่นให้เชลซีและเซาธ์แฮมป์ตัน ก่อนจะผันตัวไปเป็นโค้ชผู้ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะที่เซาธ์แฮมป์ตัน ซึ่งเขาทำงานอยู่นานถึง 18 ปี และได้สัมผัสบรรยากาศนัดชิง เอฟเอ คัพ เมื่อปี 2003
เดนนิส โรฟ คือภาพจำของนักฟุตบอลที่ทุ่มเทและใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า เขาปิดท้ายเสมอว่าการได้เงินจากการเล่นและคุมทีมฟุตบอลนั้นไม่ใช่ "งาน" แต่เป็น "ความสุข" และเลสเตอร์ ซิตี้ คือสโมสรที่กุมหัวใจของเขาไว้เสมอ