สมุดบันทึกสถิติระบุว่า ตลอด 14 ปีที่อยู่กับสโมสร สตีฟลงเล่นให้เลสเตอร์ ซิตี้ ไป 449 นัด หลายครั้งในฐานะกัปตันทีม และยิงได้ 62 ประตู ผลงานของเขากลายเป็นตำนานของสโมสร และทำให้เขาได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากแฟนๆ เลสเตอร์ ซิตี้ ในการสำรวจ “สุดยอดฮีโร่ขวัญใจตลอดกาล” ของ BBC Football Focus เมื่อปี 2004 ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลย สำหรับแฟนบอล เขาคือตัวแทนของความมุ่งมั่น ทุ่มเท และใจสู้แบบสุดหัวใจ แม้จะทำให้เขาโดนใบแดงหลายครั้ง แต่ทัศนคติแบบไม่ยอมแพ้ตลอดอาชีพของเขาก็จะถูกจดจำและชื่นชมเสมอ
ตัวเลขเหล่านี้ยังสะท้อนไม่หมดถึงสิ่งที่สตีฟทำเพื่อสโมสร นอกจากจะเป็นกัปตันและเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ยอดเยี่ยม เขายังเป็นดาวซัลโวของทีมในฤดูกาล 1992/93 เมื่อเขาโยกจากตำแหน่งกองหลังไปเล่นกองหน้าอยู่หลายเดือน
เขาอยู่ในศูนย์กลางของช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดของสโมสร รวมถึงการลงเล่นที่เวมบลีย์ถึง 6 นัด จาก 7 นัดชิงระหว่างปี 1992–2000 โดยพลาดไปหนึ่งนัดเพราะถูกแบน และจากการคว้าแชมป์ลีกคัพในปี 1997 สตีฟก็ได้เป็นกัปตันทีมนำเลสเตอร์ เข้าสู่ศึกยูฟ่าคัพในฤดูกาลถัดมา
“การได้เล่นในยุโรปถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่สำหรับทั้งทีม หลังจากเราคว้าแชมป์ลีกคัพ” สตีฟเล่า “มันเปิดโอกาสให้เราได้เจอกับทีมที่ดีที่สุดในยุโรปอย่าง แอตเลติโก มาดริดที่ทุ่มเงินมหาศาล มีทีมที่สุดยอด และเป็นตัวเต็งเมื่อเจอกับทีมรองบ่อนจากอังกฤษอย่างเรา”
“เป็นการแข่งขันแบบเหย้า–เยือน และแน่นอนว่ามาร์ติน โอนีลต้องการไปให้ไกลที่สุด เขาเคยคว้าแชมป์ยุโรปสองครั้งสมัยเป็นนักเตะ หนึ่งในเป้าหมายของเขาคือพาเลสเตอร์ ไปให้ไกลที่สุดในรายการนี้ ด้วยทีมที่เขาสร้างขึ้นมา นี่เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับเลสเตอร์ ทุกอย่างมันยอดเยี่ยมไปหมด”
หนึ่งเดือนก่อนการแข่งขัน แอตเลติโกเพิ่งซื้อคริสเตียน วิเอรี่ ด้วยค่าตัว 12.5 ล้านปอนด์ และในฤดูกาลเดียวเขายิง 24 ประตูจาก 24 นัด ต่อมาอีกสองปีเขากลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกเมื่อย้ายไปอินเตอร์ ด้วยค่าตัว 32 ล้านปอนด์ คู่หูของเขาคือ คิโก้ กองหน้าทีมชาติสเปน ขณะเดียวกัน พวกเขายังมีจูนินโญ่ สตาร์ทีมชาติบราซิลที่เพิ่งเจอเลสเตอร์ ในนัดชิงลีกคัพฤดูกาลก่อน
“ตอนเดินนำทีมออกสู่สนาม คุณต้องเดินขึ้นมาจากอุโมงค์ใต้ดิน เรามีความกังวลอยู่บ้างตามภาพที่เห็นจากในอุโมงค์ แต่พอขึ้นมาในสนาม มันเหมือนหม้อน้ำเดือด มีพลุควันโหมอยู่เต็มอากาศ บรรยากาศโหดมาก เป็นสนามที่น่ากลัว โดยเฉพาะในเกมใหญ่แบบนี้”
“แต่เรารู้ว่าเป็นเกมประวัติศาสตร์ และเราต้องการทำให้ดีที่สุด เรามีนักสู้ในทีม และจะสู้ทุกจังหวะ”
ทีมเริ่มเกมอย่างยอดเยี่ยม “มาร์ชี่ (เอียน มาร์แชลล์) โหม่งข้ามคานไปหน่อยเดียว เฮสกีย์ก็สร้างปัญหาให้พวกเขาตลอด ลูกกลางอากาศเป็นอาวุธของเรา”
ผ่านไป 10 นาที สตีฟโหม่งชงให้มาร์แชลล์ยิงจ่อๆ ให้เลสเตอร์ ออกนำก่อน 1-0 “มันเป็นการออกสตาร์ทที่ยอดเยี่ยม และทำให้เรามั่นใจว่ามีโอกาสเก็บผลการแข่งขันออกมาได้”
แต่หลังจากมาร์แชลล์เจ็บ และสตีฟเจ็บเอ็นหลังหัวเข่า เกมก็เริ่มยากขึ้น เขาฝืนเล่นจนจบเกม แม้สภาพร่างกายจะไม่สมบูรณ์ เลสเตอร์นำจนถึงนาที 70 ก่อนที่จูนินโญ่จะตีเสมอจากลูกยิงแฉลบ สองนาทีต่อมา วิเอรี่ได้จุดโทษและยิงไม่พลาด “เรารู้สึกว่ามันรุนแรงเกินไป จุดโทษมาจากจังหวะที่สตีฟ กัปปี้ แค่เข้าไปเบียดนิดเดียว แต่มันก็ถูกให้เป็นฟาวล์”
ท้ายที่สุดเลสเตอร์ แพ้เลกแรก 2-1 แต่ยังมีความหวังในเลกสองที่กรุงมาดริด สตีฟยังฝืนเล่นจนชนะลีดส์ในสุดสัปดาห์ถัดมา แต่ก็ทำให้เอ็นขาดหนัก และต้องพลาดเลกสอง “ผมเสียใจมาก เกมแบบนี้ผมจำเป็นต้องอยู่ในสนาม ผมช่วยจัดระเบียบเกมรับได้ และผมรู้สึกว่าทีมต้องการผม”
เลกสอง เลสเตอร์แพ้ 2-0 อีกครั้งจูนินโญ่ คือคนสร้างความแตกต่าง นอกจากนี้ยังมีการตัดสินที่ค้านสายตาหลายจังหวะ ทั้งการไล่แกรี ปาร์คเกอร์ จากใบเหลืองที่สอง และการไม่ให้จุดโทษกับเลสเตอร์
“ผมยังจำภาพพ่อผมกับแฟนเลสเตอร์ ที่จัตุรัสใหญ่ในมาดริดได้ ทุกคนตามไปเชียร์กันอย่างล้นหลาม มันเป็นสิ่งที่แฟนๆ เฝ้ารอ แต่เราก็ถูกเขี่ยตกรอบแบบน่าเจ็บใจ”
“แต่เราก็สู้เต็มที่แล้ว ไม่มีข้อกังขา และในแบบของเลสเตอร์ เรามีจิตใจนักสู้ และต้องการกลับไปยุโรปอีกครั้ง พร้อมเรียนรู้และกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม”