ในวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1961 ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แชมป์ลีกในขณะนั้น เอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ ไปได้ 2-0 ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ เกมนั้นเลสเตอร์ต้องเล่นเหมือนมีผู้เล่นเพียง 10 คนตั้งแต่ต้นเกม เพราะ เลน ชาล์เมอร์ส แบ็กขวาของทีมได้รับบาดเจ็บหนัก และในยุคนั้น ยังไม่มีกฎเปลี่ยนตัวผู้เล่นสำรอง
ก่อนเกมจะเริ่ม สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ได้จัดทำสมุดที่ระลึกขึ้นมาชื่อว่า “Success City” เพื่อเป็นเกียรติแก่ทีมที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ สมุดนี้จำหน่ายในราคา 2 ชิลลิง 6 เพนนี (12½ เพนนีในระบบใหม่) ภายในมีเนื้อหาเกี่ยวกับการแข่งขัน รวมถึงข้อความจาก แมตต์ กิลลีส์ ผู้จัดการทีม และดอโรธี รัสเซลล์ นายกเทศมนตรีหญิงของเมืองเลสเตอร์ ในขณะนั้น ส่วนใหญ่ของหนังสือเป็น ชีวประวัติพร้อมภาพประกอบของนักเตะทีมชุดใหญ่และทีมสตาฟฟ์เบื้องหลัง
บัตรเข้าชมการแข่งขันที่ปรากฏในภาพมีสองราคา 3 ชิลลิง 6 เพนนี (17½ เพนนี) และ 10 ชิลลิง 6 เพนนี (52½ เพนนี) ด้านหลังของบัตรมี แผนผังที่นั่งภายในสนามเวมบลีย์ และข้อบังคับของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ เช่น ห้ามนำ “กล้องถ่ายรูปหรืออุปกรณ์ถ่ายภาพทุกชนิดเข้าสนาม”
โปรแกรมการแข่งขันหนา 18 หน้า ที่ออกในวันนั้นมีทั้ง ภาพทีมและประวัติโดยย่อของนักเตะทั้งสองฝ่าย รวมถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของสโมสรทั้งสอง ในโปรแกรมได้ระบุว่า เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งจบอันดับ 6 ในดิวิชันหนึ่ง ฤดูกาลนั้น เป็นทีมที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “สถาบันลูกหนังแห่งนักเตะที่ใช้สมองคิด” และยังเสริมว่า แมตต์ กิลลีส์ ผู้จัดการทีม เชื่อมั่นว่า “สมองย่อมเอาชนะพละกำลังได้เสมอ”
การบันทึกเสียงพากย์ไฮไลต์ของเกมนัดนี้ถูกเผยแพร่ออกมาในรูปแบบ แผ่นเสียงไวนิล 45 รอบต่อนาที โดย BBC ได้โปรโมตแผ่นนี้ว่าเป็น “แมตช์แห่งศตวรรษ” และบันทึกเสียง “สดจากสนามเวมบลีย์”
หลังจบเกม สโมสรได้จัดงาน งานเลี้ยงและเต้นรำฉลองนัดชิง ที่โรงแรม เดอะ ดอร์เชสเตอร์ บนถนนพาร์คเลนในกรุงลอนดอน มีรายชื่อแขกผู้ร่วมงานกว่า 250 คน
สองปีต่อมา ในเดือนพฤษภาคม ปี 1963 เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเพิ่งลุ้น “ดับเบิลแชมป์” (ควบแชมป์ลีกและเอฟเอ คัพ) เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า ถูกยกให้เป็น ตัวเต็ง ที่จะคว้าชัยเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งกำลังหนีตกชั้น
แต่ในวันแข่งจริง ทีมของ เซอร์ แมตต์ บัสบี้ ซึ่งมีดาวดังอย่าง บ็อบบี้ ชาร์ลตัน และ เดนิส ลอว์ ที่อยู่ในฟอร์มสุดยอด สามารถเอาชนะเลสเตอร์ได้ 3-1
จอห์น ชโยเบิร์ก แบ็กขวาของเลสเตอร์ในวันนั้น เพิ่งก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงแทนเลน ชาล์เมอร์สเมื่อ 4 เดือนก่อนหน้านั้น และต่อมาเขาลงเล่นให้สโมสรมากกว่า 400 นัด หลายครั้งในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เสื้อที่เขาใส่ในวันนั้น ซึ่งเห็นในภาพ เป็น เสื้อสีขาว แทนที่จะเป็นสีน้ำเงินแบบดั้งเดิมเพราะ การถ่ายทอดสดเป็นภาพขาวดำ หากใช้เสื้อสีน้ำเงิน จะทำให้แยกสีจากเสื้อแดงของแมนฯ ยูไนเต็ดไม่ได้ชัดเจน
ในภาพยังมี เหรียญรองแชมป์เอฟเอ คัพ ทำจากทองคำ ของชโยเบิร์ก ซึ่งมี ชื่อของเขาแกะสลักอยู่ด้านหลัง
นอกจากนี้ยังมี ตราโรเซ็ต พลาสติกที่ระลึกจากนัดชิงปีนั้น ซึ่งมีภาพของนักเตะเลสเตอร์ ซิตี้ ทั้งทีมชุดชิง รวม 14 คน ได้แก่ เคน คีย์เวิร์ธ, อัลเบิร์ต ชีสบรัฟ, จิมมี่ วอลช์, ไมค์ สตริงเกิ้ลโลว์, เดวี่ กิ๊บสัน, ริชชี่ นอร์แมน, คอลิน แอปเปิลตัน, กอร์ดอน แบงค์ส, จอห์น ชโยเบิร์ก, แฟรงค์ แม็คลินท็อก, ฮาวเวิร์ด ไรลีย์, เกรแฮม ครอส, เลน ชาล์เมอร์ส และ เอียน คิง
บัตรเข้านัดชิงเอฟเอ คัพ ปี 1963 มีราคา 7 ชิลลิง 6 เพนนี (37½ เพนนีในระบบปัจจุบัน) หรือประมาณ 7 ปอนด์ในค่าเงินปัจจุบัน บนบัตรระบุวันที่ 4 พฤษภาคม 1963 ซึ่งในความเป็นจริง ไม่ถูกต้องนัก เพราะในฤดูหนาวปี 1962/63 อังกฤษประสบกับ “ฤดูหนาวน้ำแข็ง” ที่รุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ ทำให้การแข่งขันจำนวนมากถูกเลื่อนออกไป เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้รับฉายา “ราชาแห่งยุคน้ำแข็ง” (Ice Age Kings) สามารถขึ้นไปนำจ่าฝูงระหว่างช่วงนั้น ด้วยการชนะทั้งในลีกและบอลถ้วย 10 นัดติดต่อกัน ฤดูกาลนั้นจึงต้องขยายเวลาการแข่งขันออกไป และจากตราประทับบนมุมซ้ายของบัตร แสดงให้เห็นว่า นัดชิงจริง ๆ ถูกเลื่อนไปเตะในวันที่ 25 พฤษภาคม