แฟนบอลจำนวน 100,000 คนที่เข้าชมเกมที่สนามเวมบลีย์ในวันนั้น จ่ายค่าตั๋วรวมเป็นสถิติสูงสุดที่ 128,000 ปอนด์ ในแมตช์นั้น เลสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของแฟรงก์ โอฟาร์เรลล์ พ่ายแพ้ต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 จากประตูชัยของนีล ยัง
ในการบรรยายไฮไลต์ของการแข่งขันนัดนี้ถูกจัดทำออกมาในรูปแบบแผ่นเสียงไวนิลแบบโมโน ความเร็ว 33 รอบต่อนาที โดย บีบีซี เรดิโอ เป็นผู้ปล่อยออกวางจำหน่าย
ข้อความบนปกแผ่นเสียงระบุว่า เกมนี้เป็น “รอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพที่ดีที่สุดในรอบหลายปี” และ “เป็นแมตช์ที่น่าจดจำ เต็มไปด้วยความอบอุ่น ความตื่นเต้น และน้ำใจนักกีฬา”
หนังสือที่ระลึกของ เดลี่ มิเรอร์ สำหรับนัดชิงเอฟเอคัพ มีความยาว 32 หน้า ราคา 3 ชิลลิง 6 เพนซ์ (หรือประมาณ 17.5 เพนนี) ภายในเล่มมีภาพถ่ายทั้งสีและขาวดำของผู้เล่นและผู้จัดการทีม พร้อมทั้งรายละเอียดเส้นทางสู่เวมบลีย์ของทั้งสองทีม
การร้องเพลงร่วมกันก่อนเกมถือเป็นกิจกรรมสำคัญของรอบชิงเอฟเอคัพในยุคก่อน โดยในแผ่นพับของ เดลี่ เอ็กซ์เพรซ สำหรับการร้องเพลงร่วมกัน มีเนื้อเพลงเช่น Abide With Me, The Last Waltz และ Keep Right On To The End Of The Road
ที่คาดผมสีฟ้าขาวของ เดลี่ เอ็กซ์เพรซ ทำจากกระดาษแข็งบางๆ และเป็นหนึ่งในหลายพันชิ้นที่แจกจ่ายให้กับผู้ชมในสนาม แฟนบอลเลสเตอร์ จำนวนมากยังสวมโรเซตต์ (ดอกไม้ติดหน้าอก) ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับโอกาสสำคัญนี้
ในวันนั้นยังมีโทรเลขจากประเทศแซมเบีย 2 ฉบับส่งมาถึงสโมสร เพื่ออวยพรให้เลสเตอร์ โชคดีในนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนมากที่ถูกส่งมายังสโมสรในวันนั้น ปัจจุบันโทรเลขเหล่านี้อยู่ในคลังเอกสารของสโมสร โดยเลสเตอร์ ซิตี้ มีความสัมพันธ์อันดีกับสมาคมฟุตบอลแซมเบีย จากการเดินทางไปทัวร์ที่ประเทศนั้นในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ปี 1968