นอร์แมน พลัมเมอร์ เป็นกัปตันทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ปี 1949 ที่พบกับวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส เขาเป็นนักเตะคนแรกที่นำทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ลงสนามที่เวมบลีย์ และยังเป็นกัปตันทีมที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งสถิตินี้ถูกทำลายโดยเดวิด นิช ของเลสเตอร์ ซิตี้ ในอีก 20 ปีต่อมา
ในปี 2012 ลูกสาวของนอร์แมน ชารอน และลูกชายของเขาเอเดรียนและไนเจล ได้มอบเหรียญรองแชมป์เอฟเอ คัพ ของคุณพ่อจากนัดชิงประวัติศาสตร์ครั้งนั้นมาให้สโมสรใช้จัดแสดง
นอร์แมนเกิดและเติบโตในเลสเตอร์ เคยเป็นนักเรียนที่โรงเรียนลินวูด และยังเคยรับราชการทหารอากาศ ระหว่างสงครามที่แคนาดาและสิงคโปร์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังลงเล่นให้เลสเตอร์ ซิตี้ 24 นัดในลีกภูมิภาคช่วงสงคราม เขากลายเป็นตัวหลักของทีมในฤดูกาลที่เข้าชิงชนะเลิศ โดยเข้ามาแทนที่เซป สมิธ ทั้งในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟและในฐานะกัปตันทีม
แม้เลสเตอร์จะทำผลงานได้ย่ำแย่ในดิวิชันสอง แต่พวกเขาก็หักปากกาเซียน ทะลุเข้ารอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ กับวูล์ฟส์ได้ หลังจากเฉือนชนะพอร์ทสมัธ ทีมแชมป์ลีก ในรอบรองชนะเลิศที่ไฮบิวรี โดยดอน เรวี่ ทำสองประตูช่วยทีมคว้าชัย
การได้นำทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ลงสนามเวมบลีย์เพื่อรับการทักทายจากเจ้าหญิงเอลิซาเบธ ถือเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่ของนอร์แมน ขณะนั้นทีมวูล์ฟส์นำโดยบิลลี่ ไรท์ กัปตันทีมชาติอังกฤษ และจิมมี่ มัลเลน ซึ่งทั้งคู่เคยเป็นแขกรับเชิญมาเล่นให้เลสเตอร์ในช่วงสงครามเมื่อแปดปีก่อน
แม้เลสเตอร์จะแพ้ในนัดชิง 3-1 แต่นอร์แมนได้บอกกับครอบครัวของเขาเสมอว่า ประตูของเลสเตอร์ที่ถูกจับล้ำหน้าในเกมนั้นควรถูกนับและทำให้สกอร์เสมอ 2-2