ไม่มีนักเตะคนใดในรอบ 140 ปี ของเลสเตอร์ ซิตี้ คว้าถ้วยรางวัลมาครองได้มากกว่าเขาที่สโมสร มีผู้เล่นเพียงสองคนเท่านั้นที่ทำประตูได้มากกว่า 190 ประตู ซึ่งเป็นสถิติที่เขาทำไว้ และมีนักเตะ เลสเตอร์ ซิตี้ เพียงสามคนเท่านั้นที่ลงเล่นมากกว่า 464 นัด ในสีเสื้อ จิ้งจอกสยาม วาร์ดี้ เป็นตัวร้ายที่สุด สำหรับแฟนบอลฝั่งตรงข้าม นักเตะวัย 37 ปีรายนี้จะกลับมาลงเล่นให้ทีม จิ้งจอกสยาม อีกครั้งในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า โดยดาวเตะหมายเลข 9 เพิ่งจะต่อสัญญากับทีมออกไปอีกหนึ่งฤดูกาล
แม้ว่าเข้าสู่ช่วงปลายอาชีพค้าแข้งแล้ว แต่ วาร์ดี้ ก็ยังกระหน่ำไปถึง 20 ประตู ในศึกแชมเปี้ยนชิพฤดูกาลที่แล้ว เขาเป็นหนึ่งในกองหน้าที่โด่งดังที่สุดในพรีเมียร์ลีก และในเวลานี้เขาพร้อมที่จะกลับมาเล่นในลีกสูงสุดอีกครั้งนึงแล้ว
ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ เจมี่ วาร์ดี้ ค้าแข้งอยู่กับเลสเตอร์ เขาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่โด่งดังที่สุดคนนหนึ่งของโลก เป็นแรงบันดาลใจ เป็นความฝันของเด็ก ๆ ทั่วโลก
หลังจากการเซ็นสัญญาย้ายจาก ฟลีตวู้ด ทาวน์ มาอยู่กับ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2012 แทบไม่มีใครคาดคิดว่า เจมี่ วาร์ดี้ จะประสบความสำเร็จกับทีมมากเพียงนี้ แม้ว่า กองหน้าผู้เกิดที่ เชฟฟิลด์ จะใช้เวลาพอสมควรในการปรับตัวจากนักฟุตบอลนอกลีก มาเล่นใน แชมเปี้ยนชิพ แต่ วาร์ดี้ ก็ยิงไปถึง 16 ประตูให้กับซิตี้ ในฤดูกาล 2013/14 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์ ลีก แชมเปี้ยนชิพ พร้อมกับทำสถิติสโมสร 102 คะแนน ได้เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกใสรอบสิบปี
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครรับประกันว่า เจมี่ วาร์ดี้ จะสามารถปรับตัวเองให้เล่นในลีกสูงสุดได้ แต่แล้วทุกคนก็ต้องตกตะลึงกับผลงานที่ วาร์ดี้ แสดงออกมา ในวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2014 กองหน้าผู้กระหายประตูผู้นี้ มีบทบาทกับทุกประตู ในเกมที่ เลสเตอร์ ซิตี้ คัมแบ็ก กลับมา เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 5-3 ที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม
ฤดูกาล 2014/15 เลสเตอร์ รอดตกชั้นอย่างเหลือเชื่อ หลังจากเอาชนะได้ 7 เกมจาก 9 เกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีก และขยับขึ้นไปจบในอันดับ 14 ขณะเดียวกัน วาร์ดี้ เองก็ได้รับโอกาสในการลงเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษ และหลังจากนั้น วาร์ดี้ ก็ทำประตูให้ทีม สิงโตคำราม ในเกมกับ ทีมชาติเยอรมัน ที่กรุงเบอร์ลิน
ในช่วงต้นฤดูกาล 2015/16 ลูกทีมของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เป็นทีมเต็งตกชั้น โอกาสลุ้นแชมป์มากมายมหาศาลถึง 5,000/1 โดยอัตราการคว้าแชมป์ลีก ของเลสเตอร์ ยังสูงกว่าอัตรา 1,000/1 ที่เสนอให้ เอลวิส เพรสลี่ย์ ยังมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะอย่างงดงาม ซันเดอร์แลนด์ 4-2 ในนัดเปิดสนามพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้นสำหรับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกีฬาประเภททีม ตลอดระยะเวลา 10 เดือนที่ห้ำหั่นกันในเกม ท้ายที่สุดจะจบลงด้วยภาพของ เจมี่ วาร์ดี้ ชูถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ลีก ให้แฟนบอลทั่วโลกได้เห็นในเดือนพฤษภาคม 2016 ร่วมกับนักเตะสำคัญของทีมอย่าง แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล, เวส มอร์แกน, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และ ริยาด มาห์เรซ โดยมีเขาเป็นหนึ่งในตัวสำคัญของฤดูกาลที่ไม่มีทางที่แฟนบอลจะลืมเลือน
ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม จนถึงวันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน วาร์ดี้ สร้างสถิติทำประตูติดต่อกันทุกนัดในลีกสูงสุด 11 นัดรวด ทำลายสถิติของ รุด ฟาน นิสเตลรอยในปี 2003 อดีตกองหน้า ฟลีตวู้ด ทำไป 24 ประตูในปีที่เลสเตอร์ คว้าแชมป์ ซึ่งเป็นจำนวนประตูที่มากสุดในลีกสูงสุด ของนักเตะเลสเตอร์ นับตั้งแต่แกรี่ ลินิเกอร์ ทำสถิติเดียวกันเมื่อ 31 ปีก่อนหน้า
นับตั้งแต่ฤดูกาลนั้นเป็นต้นมา วาร์ดี้ ก็มีสถิติยิงประตูด้วยเลขสองหลักในทุกฤดูกาล โดยในฤดูกาล 2019/20 วาร์ดี้ ยิงไป 23 ประตู คว้ารางวัลดาวซัลโว รองเท้าทองคำ ของพรีเมียร์ลีก นอกจากนี้ ประตูในเกมเยือน เซบีย่า ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 กลายเป็นประตูสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะเหนือทีมจากสเปนด้วยสกอร์รวม 3-2 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเกมที่ดราม่าที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน “คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม”
ประตูที่ วาร์ดี้ วอลเล่ย์ อย่างสุดสวยในเกมเยือนเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน, ลูกยิงที่ยอดเยี่ยมในเกมกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในบ้าน หรือการกระหน่ำแฮตทริกในเกมที่บุกไปถล่มเซาแธมป์ตัน 9-0 ในปี 2019 เจ้าของเสื้อหมายเลข 9 ยังคงทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำมาโดยตลอด และแน่นอนว่า “วาร์ด” ยังเป็นกองหน้าคนสำคัญของทีมในชุดคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ 2021 และ แชมป์ เอฟเอ คอมมูนิตี้ ชิลด์ 2021 ภายใต้การคุมทัพของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส
นอกจากผลงานในศึกยุโรป ฤดูกาล 2016/17 วาร์ดี้ ยังพาทีมผ่านเข้าไปเล่นในรอบ น็อคเอาท์ ของศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก และ ยูฟ่า ยูโรป้า คอนเฟอเรนซ์ ลีก แม้ในฤดูกาล 2022/23 ทีมจะตกชั้นไป แต่ เจมี่ วาร์ดี้ ก็ยังคงพาทีมคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนชิพ 2023/24 และกลับขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีก ได้ในฤดูกาลเดียวพร้อมกับทำสถิติยิง 20 ประตู มากที่สุดในทีมด้วย
เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วที่ วาร์ดี้ เป็นตัวหลักในแนวรุกของเลสเตอร์ แม้ว่าอายุจะมากขึ้นแต่ก็ต้องไม่ลืมว่า วาร์ดี้ มีประสบการณ์มากมายที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้น ให้กลายเป็นโอกาสในการทำประตูที่เด็ดขาดเหมือนเก่า
เรื่องราวที่สุดแสนมหัศจรรย์ ของ เจมี่ วาร์ดี เดินทางมาใกล้จะถึงบรรทัดสุดท้ายแล้ว แต่ยังก่อน ยังมีเรื่องราวอีกบทที่ยังไม่ได้ขีดเขียน โปรดติดตามตอนต่อไป