เมื่อวันเสาร์ที่ 13 มีนาคม 2004 เลสเตอร์ ซิตี้ ออกไปเยือน เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ท่ามกลางปัญหานอกสนามที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ของทีมในการต่อสู้เพื่อหนีตกชั้นจากศึกพรีเมียร์ลีก
แม้ว่าทัพ "จิ้งจอกสยาม" จะไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลยนับตั้งแต่เอาชนะพอร์ทสมัธ 2-0 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน แต่ลูกทีมของ มิกกี้ อดัมส์ ก็สามารถเก็บผลเสมอ 3 นัดติดต่อกันในลีกสูงสุดก่อนออกไปเยือนถิ่นเซนต์ แอนดรูว์ส
สายตาของโลกลูกหนังจับจ้องมาที่เลสเตอร์ในเกมที่เบอร์มิงแฮม และพวกเขาออกสตาร์ตได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีโอกาสลุ้นทำประตูจาก เลส เฟอร์ดินานด์, สเตฟเฟ่น ฟรอยด์ และ เทรเวอร์ เบนจามิน
มุซซี่ อิซเซ็ต ฉลองประตูร่วมกับ เลส เฟอร์ดินานด์ ผู้ทำประตูชัยต่อหน้าแฟนบอลทีมเยือนที่สนามเซนต์ แอนดรูว์ส
ในอีกด้านของสนาม เอียน วอล์คเกอร์ ต้องโชว์ความเหนียวหนึบเพื่อป้องกันจังหวะลุ้นทำประตูของ สแตน ลาซาริดิส, คลินตัน มอร์ริสัน และ ไบรอัน ฮิวจ์ส ก่อนที่เลสเตอร์จะขึ้นนำได้ในช่วงแปดนาทีแรกของครึ่งหลัง
หลังจากพาบอลขึ้นมากลางสนาม มุซซี่ อิซเซ็ต เปิดบอลให้ เลส เฟอร์ดินานด์ ซัดประตู ซึ่งเป็นหนึ่งใน 12 ลูกที่เขาทำได้ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2003/04 อย่างไรก็ตาม แม้จะเก็บชัยชนะที่จำเป็นมากในเกมนี้ได้ แต่สุดท้าย เลสเตอร์ ซิตี้ ก็จบฤดูกาลโดยมีแต้มตามหลัง เอฟเวอร์ตัน ทีมอันดับ 17 อยู่ 6 คะแนน และต้องตกชั้นในที่สุด
สิบสองปีต่อมา สถานการณ์ของเลสเตอร์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อทีมของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ กำลังเดินหน้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลประวัติศาสตร์ที่พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก
เมื่อวันจันทร์ที่ 14 มีนาคม 2016 ทัพ "จิ้งจอกสยาม" รั้งจ่าฝูงของลีกก่อนเปิดบ้านรับมือ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ของ ราฟา เบนิเตซ แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ถูก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่ฟอร์มกำลังร้อนแรงไล่กดดันมาอย่างหนักในเส้นทางลุ้นแชมป์
อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องเจอกับคู่แข่งที่แข็งแกร่ง แต่เลสเตอร์ก็สามารถเก็บชัยชนะ 1-0 ได้เป็นนัดที่สองจากสี่นัดติดต่อกัน ทำให้ยังคงรักษาช่องว่าง 5 แต้มเหนือ สเปอร์ส เอาไว้ได้ โดยเหลือการแข่งขันอีก 8 นัดก่อนจบฤดูกาล
ลูกยิงสุดสวยจาก ชินจิ โอกาซากิ พาเราขยับเข้าใกล้ความเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก มากยิ่งขึ้น!
ประตูชัยในเกมนั้นเกิดขึ้นจากจังหวะที่ ชินจิ โอกาซากิ กองหน้าทีมชาติญี่ปุ่น กระโดดตีลังกายิงสุดสวย หลังรับบอลจากลูกโหม่งชงของ เจมี่ วาร์ดี้ ส่งบอลซุกก้นตาข่าย ช่วยคลายความกดดันในสนามคิง เพาเวอร์
หลังจบเกม เคลาดิโอ รานิเอรี่ ให้สัมภาษณ์ว่า "เรามีความแข็งแกร่ง เราคิดถึงแค่เกมต่อเกมเท่านั้น วันนี้อาจไม่ใช่ฟอร์มที่ดีที่สุดของเรา แต่เราแสดงให้เห็นถึงสปิริตอันยอดเยี่ยม ก้าวไปทีละขั้น นั่นคือปรัชญาของเรา"
หลังจากสร้างปาฏิหาริย์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 2016 เลสเตอร์ ซิตี้ ก็ได้เข้าร่วมศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรในฤดูกาล 2016/17
มาร์ค อัลไบรท์ตัน จารึกชื่อของเขาลงในตำนานของ จิ้งจอกสยาม ด้วยอีกหนึ่งช่วงเวลาสุดคลาสสิกในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก!
เลสเตอร์ ซิตี้ โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมบนเวทีลูกหนังยุโรป ด้วยการคว้าแชมป์กลุ่มที่มี เอฟซี ปอร์โต้, คลับ บรูจ และ เอฟซี โคเปนเฮเกน ก่อนจะผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายไปพบกับ เซบีย่า จากสเปน
แม้ว่าในเกมเลกแรกที่เซบีย่า ทีมจะพ่ายไป 1-2 จากประตูของ ปาโบล ซาราเบีย และ โจอากิน กอร์เรอา แต่ลูกยิงสำคัญของ เจมี่ วาร์ดี้ ในช่วงท้ายเกม ทำให้ทีมของ เคร็ก เชคสเปียร์ ยังคงมีความหวังในเกมเลกที่สอง ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม 2016
และค่ำคืนนั้นก็กลายเป็นหนึ่งในค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ของสโมสร เมื่อ เวส มอร์แกน และ มาร์ค อัลไบรท์ตัน ทำคนละประตู ช่วยให้ "จิ้งจอกสยาม" ออกนำ 2-0 และพลิกกลับมาแซงชนะด้วยสกอร์รวม 3-2
เกมนี้เต็มไปด้วยดราม่า เมื่อ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล เซฟจุดโทษได้อย่างสุดยอด ขณะที่ เซร์คิโอ เอสคูเดโร ยิงบอลไปชนคาน ซามีร์ นาสรี่ ถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม และ ฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือทีมเยือน ก็โดนไล่ขึ้นไปบนอัฒจันทร์ แต่สุดท้าย เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นฝ่ายคว้าชัย ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศได้สำเร็จ