แม้เลสเตอร์ ซิตี้ จะตกชั้นกลับไปสู่เวที สกาย เบต แชมเปี้ยนชิพ ตั้งแต่เดือนก่อน แต่ทีมของ รุด ฟาน นิสเตลรอย ก็โชว์ฟอร์มเก็บได้ 7 แต้มจาก 3 นัดก่อนหน้านี้ ก่อนบุกมาเยือนถิ่น ไวทาลิตี้ สเตเดี้ยม ของทีม “เดอะ เชอร์รี่ส์” ซึ่งจบฤดูกาลในอันดับ 9
อย่างไรก็ตาม ความเฉียบคมของ อองตวน เซเมนโย ในช่วงท้ายเกมกลายเป็นตัวตัดสิน เขาซัดคนเดียวสองประตู พาเจ้าถิ่นเก็บชัยชนะได้อย่างคู่ควร
จิ้งจอกสยาม จบฤดูกาลในอันดับที่ 18 มีเพียง 25 คะแนน ห่างจากโซนปลอดภัยถึง 13 แต้ม ถือเป็นปีที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งสำหรับสโมสร อนาคตต่อจากนี้คือการวางรากฐานใหม่เพื่อลุยศึก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาล 2025/26
บอร์นมัธแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเฉียบขาดเหนือกว่าอย่างชัดเจน
เลสเตอร์ ซิตี้ เริ่มต้นเกมได้อย่างแข็งแกร่ง แม้จะถูกบีบพื้นที่ตั้งแต่ต้น แต่ก็มีจังหวะวูบวาบให้เห็น โดยเฉพาะจาก โอลิเวอร์ สคิปป์ ที่กลับมาเป็นตัวจริงในเกมนี้เกือบเบิกสกอร์แรกได้ทันที หลังฉวยโอกาสจากบอลหลุดแล้วซัดวอลเลย์เฉี่ยวคานไปนิดเดียว
ทางฝั่งบอร์นมัธสวนกลับทันที เอวานิลสัน ยิงเฉียดเสาไป ก่อนที่ จัสติน ไคลเวิร์ต จะซัดเรียดหลุดกรอบ ขณะที่ ยาคุบ สโตลาร์ซิค นายด่านเลสเตอร์ ต้องออกแรงเซฟลูกยิงของ เดวิด บรู๊คส์ อย่างยอดเยี่ยม
เลสเตอร์เกือบเฮจากจังหวะที่ เคซี่ย์ แม็คเอเทียร์ แทงทะลุช่องให้ จอร์แดน อายิว หลุดเข้าไปก่อนจ่ายคืนให้สคิปป์ยิงจ่อ ๆ เข้าไป แต่ดีใจได้ไม่นาน ธงล้ำหน้าถูกยกขึ้น แม็คเอเทียร์ ล้ำหน้าตั้งแต่จังหวะแรก และประตูถูกปฏิเสธ
บอร์นมัธยังเดินหน้าบุกต่อเนื่องและคุมเกมไว้ได้ทั้งหมด สโตลาร์ซิค ต้องโชว์ซูเปอร์เซฟอีกครั้งจากลูกยิงแรงของบรู๊คส์ และปิดมุมลูกซ้ำจากระยะประชิด ช่วยให้เลสเตอร์ยังรอดในครึ่งแรก
ครึ่งหลัง บอร์นมัธเร่งเครื่อง เซเมนโยจัดการเด็ดขาด
ครึ่งหลัง บอร์นมัธยังคงเดินหน้าแบบไม่ลดความเร็ว เพียง 5 นาทีหลังเริ่มเกม เดวิด บรู๊คส์ เล่นลูกฟรีคิกสั้นให้ มาร์คัส ทาเวอร์เนียร์ ที่ปั่นโค้งหวังเสียบเสาสอง แต่สโตลาร์ซิคพุ่งปลายมือปัดออกหลังได้อย่างยอดเยี่ยม
จากนั้น เซเมนโย ได้จังหวะยิงฮาร์ฟวอลเลย์หลังบอลกระดอนมาเข้าทาง แต่ยังไม่ตรงกรอบ ขณะที่จังหวะของทาเวอร์เนียร์ที่ล้มลงในเขตโทษจากแรงกดดันของแม็คเอเทียร์ ผู้ตัดสิน ลูอิส สมิธ โบกมือให้เล่นต่อ ก่อน VAR เข้ามาตรวจสอบยืนยันคำตัดสินเดิมว่า ไม่เป็นจุดโทษ
แดเนี่ยล เจบบิสัน ที่เพิ่งถูกส่งลงมาไม่ถึง 2 นาที คิดว่าเขายิงได้หลังบอลจากเอวานิลสันแฉลบ เว้าท์ ฟาส มาเข้าทางให้เขาจิ้มเข้าไป แต่ผู้กำกับเส้นระบุว่าบอลโค้งออกหลังไปก่อนจะมาถึงเจ้าตัว เป็นแค่ลูกเตะมุมเท่านั้น ท้ายเกม อองตวน เซเมนโย คือคนที่ตัดสินทุกอย่าง ดาวยิงกานาซัดประตูแรกในนาที 84 จากจังหวะที่หลุดเข้าไปยิงเสาแรกผ่านมือสโตลาร์ซิคไม่พลาด
จากนั้นนาทีที่ 88 เซเมนโยเจ้าเก่า ได้บอลจากการโต้กลับอีกครั้ง ก่อนเลี้ยงจี้เข้าหาแนวรับแล้วซัดเข้าไปอย่างเฉียบขาด เป็น ประตูที่สองของเขาในเกมนี้ และเป็นประตูปิดกล่องให้บอร์นมัธเอาชนะไป 2-0
จิ้งจอกขาดความเฉียบ เซเมนโย ปิดเกม
เลสเตอร์พยายามอย่างหนักในการเจาะแนวรับเจ้าถิ่น แต่ยังไม่สามารถสร้างโอกาสที่ชัดเจนได้ จนกระทั่งมีจังหวะความหวังเล็ก ๆ เมื่อ เคซี่ย์ แม็คเอเทียร์ พาบอลทะลุขึ้นมาตรงกลางสนาม ก่อนยกบอลให้ จอร์แดน อายิว ในเขตโทษ แต่แนวรุกชาวกานากลับจับบอลไม่อยู่ภายใต้แรงกดดัน และโอกาสหลุดลอยไป
หลังจากนั้นไม่นาน บอร์นมัธก็เปลี่ยนความเหนือกว่าตลอดเกมให้กลายเป็นสกอร์ขึ้นนำ ทาเวอร์เนียร์ เปิดบอลโค้งอันตรายเข้ามาในเขตโทษ อิลเลีย ซาบาร์นยี โหม่งชงลงพื้น และ เซเมนโย ยิงสวนอย่างเยือกเย็นผ่านมือสโตลาร์ซิคเข้าไปไม่พลาด
แดเนียล เจบบิสัน มีโอกาสทองในช่วงท้ายเกมแต่ดันยิงข้ามคานจากระยะใกล้ ทำให้พลาดการเบิ้ลสกอร์ให้เจ้าบ้าน
แต่ เซเมนโย ไม่ปล่อยให้จบแบบเฉียดฉิว ในนาทีทดเวลาบาดเจ็บ เขาจัดการปิดบัญชีด้วยลูกยิงไกลสุดสวยเสียบมุม เป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ และช่วยให้ บอร์นมัธทำสถิติแต้มสูงสุดในพรีเมียร์ลีก ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา
ด้านเลสเตอร์ ซิตี้ ได้ส่ง โอลาเบด อาลูโก้ ลงประเดิมสนามนัดแรกในเกมพรีเมียร์ลีกในช่วงท้ายเกม ร่วมกับ เจเรมี่ ม็องก้า และ เจค อีแวนส์ ที่ได้โอกาสก่อนหน้านั้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะดาวรุ่งที่ได้ประเดิมสนามให้กับทีมชุดใหญ่ในฤดูกาลนี้
ตอนนี้เป้าหมายทั้งหมดของ "จิ้งจอกสยาม" จะมุ่งหน้าไปสู่ฤดูกาล 2025/26 ใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ที่รออยู่ข้างหน้า