แกรี่ โรเว็ตต์ วัย 51 ปี เดินทางมาถึงศูนย์ฝึกซีเกรฟ โดยเหลือโปรแกรมอีก 14 นัดในศึกสกายเบต แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาลนี้ ขณะที่ “จิ้งจอกสยาม” รั้งอันดับ 22 ของตาราง มีคะแนนตามหลังโซนปลอดภัยอยู่ 2 แต้ม
ประสบการณ์ของเขาในการพาทีมหนีสถานการณ์ลำบากอาจเป็นปัจจัยสำคัญ หลังจากฤดูกาลที่ผ่านมาเจ้าตัวพา อ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด รอดพ้นการตกชั้นได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการเล่นในดิวิชั่นสองครั้งแรกของสโมสรนับตั้งแต่ฤดูกาล 1998/99
นอกจากนี้ โรเว็ตต์ ยังเคยคุมทีมในลีกระดับนี้มาแล้วกับ เบอร์มิงแฮม ซิตี้, มิลล์วอลล์, สโต๊ค ซิตี้ และ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ โดยทันทีที่ได้นั่งให้สัมภาษณ์ครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง เขาไม่รอช้าที่จะพูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันของทีม
“ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้มาทำงานกับสโมสรแห่งนี้ ซึ่งมีโครงสร้างพร้อมสำหรับการก้าวไปข้างหน้า ยกระดับผลงาน และเริ่มต้นสร้างผลการแข่งขันที่ดีขึ้น” เฮดโค้ชชาวบรอมส์โกรฟกล่าวที่คิง เพาเวอร์ เซ็นเตอร์
“ทุกคนทราบดีถึงสถานการณ์ที่ทีมกำลังเผชิญอยู่ และเข้าใจว่าเหตุใดเราจึงอยู่ในจุดนี้”
“สิ่งสำคัญคือเราต้องยอมรับความจริงและเผชิญหน้ากับมันให้ได้ ผมทำงานในแชมเปี้ยนชิพมานาน รู้จักลีกนี้ดี และเคยผ่านสถานการณ์แบบนี้มาแล้ว
หน้าที่ของผมคือการมอบแนวทางที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาให้กับนักเตะ ว่าเราจะก้าวออกจากจุดนี้ได้อย่างไร ต้องปรับปรุงตรงไหนเพื่อยกระดับผลงาน เก็บผลการแข่งขันให้ดีขึ้น และเริ่มไต่ขึ้นไปบนตารางคะแนน เพื่อให้ทุกคนรู้สึกดีกับสถานการณ์ของเรามากขึ้น
เราต้องการเผชิญหน้ากับ 14 เกมที่เหลือด้วยทัศนคติเชิงบวก ค่อย ๆ เติมเต็มชิ้นส่วนที่ขาดหายไป หวังว่าเราจะสามารถมอบช่วงท้ายฤดูกาลที่แข็งแกร่งให้กับทุกคน รวมถึงแฟนบอล ด้วยทีมที่คุณภาคภูมิใจ อยากเห็นลงสนาม เป็นทีมที่ทุ่มเททุกอย่าง พร้อมสู้ พร้อมเจ็บ พร้อมอดทนเมื่อถึงเวลาที่ต้องทำ
ขณะเดียวกัน เราก็รู้ว่าทีมนี้มีศักยภาพในการเล่นฟุตบอลที่ดี และสามารถควบคุมเกมได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือการหาจุดสมดุลของสิ่งที่เราต้องทำ และเผชิญหน้ากับความท้าทายนั้นอย่างเต็มที่”
ผู้จัดการทีมคนใหม่ของซิตี้ ซึ่งเคยค้าแข้งกับเลสเตอร์ระหว่างปี 2000 ถึง 2002 พร้อมเดินหน้าเริ่มงานทันที และต้องการทำความรู้จักขุมกำลังในทีมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยมีนักเตะบางรายที่เขาคุ้นเคยอยู่แล้วภายในชุดปัจจุบัน.
“สถานที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปมากจากตอนที่ผมเคยอยู่ที่นี่เมื่อหลายปีก่อน” อดีตกองหลังรายนี้กล่าว “ผมได้เจอกับบางคนที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว และก็มีอีกหลายคนที่เป็นหน้าใหม่
มันเป็นความท้าทาย และเป็นเรื่องดีที่ได้เข้ามาอยู่ในสภาพแวดล้อมนี้และเริ่มลงมือทำงานทันที ผมคิดว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด คือการได้ลงมือจริง เริ่มทำงานร่วมกับนักเตะอย่างใกล้ชิด
วันแรกอากาศทั้งลมแรงและหนาวเย็น แต่สิ่งอำนวยความสะดวกยอดเยี่ยมมาก อย่างไรก็ตาม สถานที่ที่ดีจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีผู้คนที่ทำให้มันมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นนักเตะ ทีมงาน หรือโค้ช ทุกคนมีความกระตือรือร้นอยู่ในตัว
เมื่อมีแนวคิดใหม่ ๆ เข้ามา นักเตะก็เปิดรับได้อย่างรวดเร็ว ส่วนมันจะสะท้อนออกมาในสนามอย่างไร เราจะได้เห็นกัน แต่ที่ชัดเจนคือ ตอนนี้ทุกคนรู้สึกผิดหวังและหงุดหงิดกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ดังนั้นหน้าที่ของผมคือมอบเครื่องมือและแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อเปลี่ยนพลังเหล่านั้นให้เป็นสิ่งบวก และถ่ายทอดออกมาในสนามวันเสาร์นี้
เราสามารถพูดคุยกันได้ตลอดทั้งสัปดาห์ แต่ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผลงานในเกมสุดสัปดาห์และเกมกลางสัปดาห์ ผมตั้งตารอให้การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยินดีมากที่ได้ลงสนามตั้งแต่วันแรก ได้ทำงานกับนักเตะ ทำความรู้จักพวกเขา และสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งร่วมกัน”
“นักเตะบางคนผมเคยร่วมงานมาก่อน อย่าง เบน เนลสัน ตอนที่ผมอยู่กับ อ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด หรือ เจเจ (จอร์แดน เจมส์) สมัยที่ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ก็มีบางคนที่ผมรู้จักค่อนข้างดี ส่วนคนอื่น ๆ ผมก็จะค่อย ๆ เรียนรู้ตัวตนและบุคลิกของพวกเขาให้มากขึ้น
สารหลักที่ผมต้องการสื่อคือ คุณอยากจบฤดูกาลนี้แบบไหน? ผมมองว่านี่คือโอกาสที่ยอดเยี่ยม คุณจะมองสถานการณ์นี้ด้วยความกังวลหรือความหวาดกลัวก็ได้ หรือจะเลือกเผชิญหน้ากับมันในเชิงบวก และโอบรับความท้าทายอย่างเต็มที่ก็ได้เช่นกัน
เช้าวันนี้เป็นเรื่องของสิ่งที่เราจะมอบให้กับนักเตะ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องชัดเจนกับสิ่งที่เราต้องการตอบแทนกลับมา นั่นคือวินัย ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นนักเตะที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ไม่ว่าคุณจะอายุ 36 หรือ 16 ปี สำหรับผมมันไม่ต่างกัน ผมอยากเห็นนักเตะที่กระหาย อยากสู้เพื่อเสื้อตัวนี้ในแบบของตัวเอง และแสดงคุณภาพของตัวเองออกมา
บางครั้งวันแรกคือการวางรากฐานเรื่องวัฒนธรรมทีม ว่าเราต้องการให้ภาพลักษณ์และมาตรฐานของเราเป็นอย่างไร เราได้พูดถึงหลักการบางอย่างกับนักเตะ พยายามทำให้เกมเข้าใจง่ายขึ้นสำหรับพวกเขา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีกรอบที่ชัดเจนและข้อความที่สม่ำเสมอว่าเราต้องการเล่นในแนวทางใด
สุดท้ายแล้ว นักเตะคือคนที่จะทำให้ทุกอย่างมีชีวิตในสนาม นั่นคือส่วนที่พวกเขาต้องมีอิสระ โดยเฉพาะในพื้นที่เกมรุก เพื่อแสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่”
ในการอธิบายแนวคิดการทำทีมและสิ่งที่แฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี้จะได้เห็นจากเขา แกรี่ โรเว็ตต์ ยกตัวอย่างช่วงเวลาที่เขายังเป็นนักเตะ เพื่อสะท้อนสไตล์การคุมทีมของตัวเอง และแนวทางที่เขาจะนำมาใช้กับทีมชุดนี้
“ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักเตะประเภทที่พยายามทุ่มเททุกอย่างที่มีเสมอ บางทีอาจมีนักเตะที่มีพรสวรรค์มากกว่าผม แต่ผมพยายามทำให้ดีที่สุดจากสิ่งที่ผมมี
ในฐานะผู้จัดการทีม ผมคิดว่าหลักการก็ยังเหมือนเดิม ผมต้องการจัดโครงสร้างทีมให้ดี วางระบบให้รัดกุม และจัดระเบียบทีมให้ชัดเจน ขณะเดียวกันผมก็เห็นคุณภาพของนักเตะหลายคนในทีม และหน้าที่ของผมคือการสร้างพื้นฐานที่มั่นคง เพื่อให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพและเติบโตอย่างเต็มที่”
“มันมีหลากหลายวิธีในการทำทีม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องหาจุดสมดุลที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องของเกมรับและความเข้าใจต่อสิ่งที่ลีกแชมเปี้ยนชิพต้องการ
ขณะเดียวกัน เราต้องการเป็นฝ่ายเดินเกมรุก บุกเข้าใส่คู่แข่ง และคว้าชัยชนะให้ได้ เพราะนี่คือหัวใจของลีกนี้ โปรแกรมการแข่งขันมาอย่างต่อเนื่อง คุณต้องก้าวข้ามจากเกมหนึ่งไปสู่อีกเกมหนึ่งให้เร็วที่สุด และเราจะพยายามสร้างความตื่นเต้นให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเกมเหย้า
คุณต้องแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ความอดทน และความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อคว้าชัยชนะในสนามฟุตบอล ซึ่งมีหลายวิธีในการทำเช่นนั้น
คุณอาจทำได้ด้วยการครองบอลให้มากและเล่นเกมรุกอย่างมีประสิทธิภาพ แต่การจะโจมตีได้อย่างสม่ำเสมอ คุณจำเป็นต้องมีโครงสร้างเกมรับและความสมดุลของทีมที่แข็งแรงเป็นพื้นฐานเสียก่อน”
ก่อนเกมแรกในการคุมทีมของ แกรี่ โรเว็ตต์ ซึ่งจะบุกไปเยือนสโมสรเก่าอย่าง สโต๊ค ซิตี้ ในวันเสาร์นี้ การเตรียมความพร้อมสำหรับแมตช์ดังกล่าวจะเริ่มเข้มข้นขึ้นตามลำดับ แม้ว่าโฟกัสหลักยังคงอยู่ที่ทีมของตัวเองเป็นสำคัญ
“เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางสัปดาห์ เราจะเริ่มลงรายละเอียดเกี่ยวกับคู่แข่งอย่างสโต๊ค และวางแผนว่าเราต้องทำอะไรบ้างเพื่อเพิ่มโอกาสในการคว้าชัยชนะให้มากที่สุด
“ผมเชื่อเสมอว่า ไม่ว่าคุณจะเจอกับคู่แข่งแบบไหนหรือเกมลักษณะใด สิ่งสำคัญคือคุณต้องโฟกัสที่ทีมของตัวเองด้วย มันคือการทำในสิ่งที่คุณถนัดให้ได้อย่างสม่ำเสมอ
“บางครั้งคุณอาจปรับเปลี่ยนแนวทางตามโค้ชหรือผู้จัดการทีมฝ่ายตรงข้ามในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องให้ความเคารพคู่แข่ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเราต้องชัดเจนว่า เราอยากทำอะไรให้ดี อะไรคือเอกลักษณ์ของทีมเรา และพฤติกรรมการเล่นที่สะท้อนตัวตนของเรา
“ผมตั้งตารอที่จะได้เห็นทีมลงสนาม เกมยังเหลือเวลาอีกไม่กี่วันและเรามีงานที่ต้องทำอีกมาก แต่เราต้องการเห็นทีมที่เป็นหนึ่งเดียวกัน พร้อมออกไปทุ่มเททุกอย่างเพื่อคว้าผลการแข่งขันที่ต้องการ”