เคซีย์ เคลเลอร์ ตำนานผู้รักษาประตูชาวอเมริกัน ซึ่งเคยค้าแข้งกับเลสเตอร์ ซิตี้ และติดทีมชาติสหรัฐอเมริกากว่า 102 นัด ก่อนจะได้รับการเสนอชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศ (Hall of Fame) ของสหรัฐฯ ในปี 2015
"ผมเติบโตในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของอเมริกา" เคซีย์เริ่มเล่า "นอกจากฟุตบอลแล้ว ผมยังเล่นเบสบอล บาสเกตบอล และอเมริกันฟุตบอลจนถึงอายุประมาณ 15-16 ปี ผมเริ่มจริงจังกับการเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 14 และพอเริ่มติดทีมชาติชุดเยาวชน การเล่นกีฬาอื่นก็กลายเป็นเรื่องยาก ผมไปเล่นฟุตบอลระดับวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยพอร์ตแลนด์ ภายใต้การคุมทีมของ ไคลฟ์ ชาร์ลส์ อดีตแบ็กซ้ายเวสต์แฮม"
"ผมเกือบจะได้เล่นให้ทีมพอร์ตแลนด์ ทิมเบอร์ส แต่พอพวกเขากลายเป็นทีมระดับอาชีพเต็มตัว ผมกลับเล่นให้ไม่ได้ เพราะถ้าทำแบบนั้นผมจะเสียสิทธิ์ในการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัยไป"
เคซีย์ เป็นส่วนหนึ่งของทีมสหรัฐฯ ชุดอายุไม่เกิน 20 ปี ที่คว้าอันดับ 4 ในฟุตบอลโลก U-20 ปี 1989 ที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเขาได้รับรางวัล "Silver Ball" ในฐานะผู้เล่นที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของทัวร์นาเมนต์ และในปีต่อมาเขาก็มีชื่อติดทีมชุดใหญ่ไปลุยฟุตบอลโลกปี 1990 ทันที
ในเดือนกุมภาพันธ์ 1992 เคซีย์เซ็นสัญญากับ มิลล์วอลล์ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านการใช้ชีวิตสำหรับเขา แต่เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม "ตอนเซ็นสัญญา ผมไม่รู้เลยว่าไม่เคยมีคนอเมริกันที่ถือพาสปอร์ตอเมริกามาเล่นในอังกฤษมาก่อน มิลล์วอลล์มอบเวทีที่ดีที่สุดสำหรับอาชีพของผม ผมลงเล่นที่นั่น 202 นัดใน 4 ฤดูกาล การได้ลงเล่นตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้ผมได้เจอสถานการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมที่สุด"
ในเดือนสิงหาคม 1996 เคซีย์ย้ายมาร่วมทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ มาร์ติน โอนีล ในฐานะทีมน้องใหม่ของพรีเมียร์ลีก
"ตอนนั้นมิลล์วอลล์เพิ่งตกชั้นสู่ลีกระดับ 3 ผมเกือบจะได้ไปเอฟเวอร์ตันหรือน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ แต่สุดท้ายมิลล์วอลล์ ตกลงค่าตัวกับเลสเตอร์ ได้"
"ผมได้คุยกับมาร์ติน โอนีล และประทับใจในความมั่นใจและแผนงานของเขา เขาเชื่อมั่นว่าเลสเตอร์ จะไม่ตกชั้นตั้งแต่ช่วงคริสต์มาสอย่างที่ใครๆ ปรามาสไว้ เขาบอกว่าทีมดีกว่านั้นและจะสร้างเซอร์ไพรส์ให้หลายคนเห็น"
เลสเตอร์จ่ายค่าตัวเขาประมาณ 700,000 ปอนด์ (บวกโบนัสอีก 200,000 ปอนด์) ในฤดูกาลนั้นเลสเตอร์ ถูกมองว่าเป็นเต็งหนึ่งที่จะตกชั้น แต่พวกเขากลับสร้างตำนานด้วยการจบอันดับที่ 9 ของพรีเมียร์ลีก และ คว้าแชมป์ลีกคัพ ได้สำเร็จ
"ตอนเริ่มฤดูกาล เราไม่เคยคาดหวังว่าจะได้แชมป์ลีกคัพ มันคือโบนัสก้อนโต การได้เล่นที่เวมบลีย์ถือเป็นเกียรติมาก ผมมีความทรงจำที่ดีในนัดรีเพลย์ที่ฮิลล์สโบโร่ (ชนะมิดเดิ้ลสโบรซ์) เพราะเราเก็บคลีนชีตได้ และสตีฟ คลาริดจ์ ยิงประตูชัย"
การคว้าแชมป์ลีกคัพปี 1997 ทำให้เลสเตอร์ได้ไปเตะยูฟ่า คัพ และต้องพบกับ แอตเลติโก มาดริด "การไปเยือนบิเซนเต้ กัลเดร่อน แล้วแพ้ 2-1 มันน่าหงุดหงิด เพราะเราเล่นได้ดีกว่าสกอร์นั้น ส่วนนัดที่สองในบ้านเราผิดหวังกับมาตรฐานของผู้ตัดสินมาก ทำให้เราแพ้ไป 2-0"
สองปีต่อมา เลสเตอร์ กลับไปถึงนัดชิงลีกคัพอีกครั้งที่พบกับท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แต่ต้องพ่ายไปในช่วงท้ายเกมอย่างน่าเสียดาย
"สิ่งที่ผมรักมากที่สุดในช่วง 3 ปีที่เลสเตอร์ ไม่ใช่แค่การเข้าชิงถ้วยหรือการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก แต่คือการที่เรา จบครึ่งบนของตาราง (Top 10) ติดกัน 3 ปีรวด เราทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอทุกปี นี่คือสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุด"
อีกหนึ่งความภาคภูมิใจคือการเล่นให้ทีมชาติ ในปี 1998 เคซีย์ โชว์ฟอร์มเซฟอุตลุดช่วยให้สหรัฐฯ ชนะบราซิล 1-0 ในศึกโกลด์คัพ จนทำให้ โรมาริโอ ยอดกองหน้าทีมชาติบราซิล (เจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของฟีฟ่าในปีนั้น) ถึงกับเอ่ยปากว่า "นั่นคือฟอร์มการเซฟที่ดีที่สุดของผู้รักษาประตูเท่าที่เขาเคยเห็นมาในชีวิต"
ในเดือนกรกฎาคม 1999 เคซีย์ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมราโย บาเยกาโน่ ในสเปน ก่อนจะไปค้าแข้งกับท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค, ฟูแล่ม และปิดท้ายที่ซีแอตเติล ซาวน์เดอร์ส
ตลอดอาชีพค้าแข้ง เคซีย์ เคลเลอร์ ติดทีมชาติ 102 นัด ไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายถึง 4 สมัย (1990, 1998, 2002, 2006) และคว้าแชมป์โกลด์คัพ 3 สมัย ซึ่งเขายอมรับเสมอว่า ช่วงเวลาที่เลสเตอร์ ซิตี้ คือส่วนสำคัญที่สุดในเส้นทางการเดินทางอันยาวนานนี้