เขาเซ็นสัญญาเข้าร่วมทีม เลสเตอร์ ซิตี้ ในเดือนมิถุนายน ปี 1923 ตอนนั้นเขาก็มีอายุเกือบจะ 28 ปีแล้ว และยิงประตูให้กับสโมสร ควีนส์พาร์ค เรนเจอร์ส ไปได้เพียง 18 ประตูเท่านั้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับเหนือความคาดหมาย ในช่วงระหว่างปี 1923 ถึง 1935 จนกระทั่งเขามีอายุเกือบ 40 ปี อาเธอร์ถล่มประตูไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อถึง 273 ประตู จากการลงสนาม 419 นัด ให้กับเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งรวมถึงการทำแฮตทริกได้ถึง 17 ครั้ง และสถิตินี้ยังคงเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลของสโมสรจนถึงปัจจุบัน
ในจำนวนนี้มีถึง 203 ประตูที่เกิดขึ้นในลีกสูงสุด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะได้ลงเล่นในนัดทดสอบฝีเท้าของทีมชาติอังกฤษถึง 3 ครั้ง และทำประตูได้ทั้ง 3 นัด แต่เขาก็ไม่เคยถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่เลย
อย่างไรก็ดี เขาได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของฟุตบอลลีกอังกฤษเพื่อลงแข่งกับลีกสก็อตแลนด์ในปี 1927 การแข่งขันนัดนี้จัดขึ้นที่สนามฟิลเบิร์ต สตรีท เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 1927 โดยมีผู้ชมเข้าชมถึง 26,000 คน ซึ่งโปรแกรมการแข่งขันนัดนี้ยังถูกเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุของสโมสร ผลการแข่งขันในวันนั้นจบลงด้วยผลเสมอ 2-2
ในเกมดังกล่าว แชนด์เลอร์ ยิงประตูไม่ได้ โดยประตูของฝั่งอังกฤษมาจาก แจ็ค เอลเกส (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์) และ บิลลี วอล์กเกอร์ (แอสตัน วิลล่า) ตราสโมสรรูปโล่บนเสื้อที่อาเธอร์ สวมใส่ในแมตช์นี้ถูกนำมาจัดแสดงให้ชมที่นี่
นอกจากนี้ ตราสัญลักษณ์ "สิงโตคำราม" อีกอันหนึ่งก็เป็นของอาเธอร์ เช่นกัน โดยในปี 1929 เขาได้รับเลือกให้ร่วมเดินทางไปทัวร์แอฟริกาใต้และโรดีเซีย (ปัจจุบันคือซิมบับเว) กับสมาคมฟุตบอลอังกฤษ
ในการทัวร์ครั้งนั้น สื่อท้องถิ่นยกย่องเขาว่าเป็นกองหน้าตัวเป้าที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมาเยือนประเทศนี้ เขามีลูกยิงที่รุนแรงราวกับปืนกล โดยเขายิงไปถึง 33 ประตูจากการลงเล่น 16 นัด ซึ่งรวมถึงการทำ 6 ประตูในเกม "เทสต์แมตช์" 3 นัดที่พบกับแอฟริกาใต้ด้วย
ปัจจุบัน ตราสัญลักษณ์ทั้งสองชิ้นนี้ถูกจัดแสดงไว้ที่บริเวณแผนกต้อนรับของสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม