หนึ่งในกำลังสำคัญของเลสเตอร์ ซิตี้ ในยุคของ ไนเจล เพียร์สัน, เปาโล ซูซ่า และ สเวน-โกรัน อีริคส์สัน อย่าง มาร์ติน แว็กฮอร์น ได้ย้อนเล่าถึงช่วงเวลาสำคัญตั้งแต่การเติบโตในอะคาเดมี่ของซันเดอร์แลนด์ ภายใต้การดูแลของ รอย คีน, ช่วงเวลายืมตัวอันโดดเด่นกับทัพ “จิ้งจอกสยาม” ซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร รวมถึงช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจย้ายมาอยู่กับเลสเตอร์ ซิตี้ แบบถาวรในปี 2010
เมื่อย้อนถึงจุดเริ่มต้นบนเส้นทางลูกหนังของตัวเอง มาร์ติน ซึ่งเติบโตที่เมืองเซาธ์ ชีลด์ส กล่าวว่า “ตอนเด็ก ๆ จริง ๆ แล้วทีมแรกที่เข้ามาดูผมคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมมีโอกาสได้ไปฝึกซ้อมที่เดอะ คลิฟฟ์ และเล่นให้ทีม School of Excellence ของยูไนเต็ด มันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก”
“แต่ในแง่ของระยะทาง มันไกลเกินไปสำหรับการเดินทางจากบ้านของผมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังจากนั้นผมก็ได้ไปทดสอบฝีเท้ากับ ซันเดอร์แลนด์, นิวคาสเซิ่ล และ มิดเดิลสโบรห์ ก่อนสุดท้ายจะเซ็นสัญญากับซันเดอร์แลนด์ตอนอายุ 7 ขวบ”
“ผมเริ่มฝึกซ้อมที่สนามเก่าอย่าง Charley Hurley Ground ซึ่งมีพื้นที่ยิมเล็ก ๆ และสนามเพียงสนามเดียว นั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางกับซันเดอร์แลนด์ของผม”
“ตอนอยู่ในทีมเยาวชนของซันเดอร์แลนด์ เรามีกลุ่มนักเตะที่ยอดเยี่ยมอยู่ประมาณ 7 หรือ 8 คน ที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่อายุ 8 หรือ 9 ขวบ จนก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่”
“ผมประเดิมสนามให้ทีมชุดใหญ่ครั้งแรกในวันบ็อกซิ่งเดย์ ปี 2007 ตอนอายุ 17 ปี และด้วยความที่ผมก็เป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่เหมือนกัน ซึ่งเกือบจะเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลของผม มันจึงเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมากที่เกมแรกของผมในทีมชุดใหญ่จะเป็นการเจอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในบ้านตัวเอง”
“ตอนนั้น รอย คีน เป็นผู้จัดการทีมซันเดอร์แลนด์ ผมชอบเล่นให้เขามาก ผมจำได้เสมอว่าเขาพูดว่า ‘ผมไม่สนหรอกว่าคุณจะเก่งแค่ไหน ขอแค่ทำงานหนักเพื่อทีมก็พอ’ ซึ่งนั่นคือแนวทางที่ผมเติบโตมา”
“ทั้งระบบอะคาเดมี่ของที่นั่นยึดเรื่องการทำงานหนักและการเล่นเพื่อทีมเป็นหลัก นั่นคือเหตุผลที่พวกเราประสบความสำเร็จ เพราะทุกคนทำงานหนักและต่างก็เป็นนักเตะที่ดี ผมรักช่วงเวลาที่นั่นมาก”
หลังจากนั้น เกมพรีเมียร์ลีกนัดต่อไปของ มาร์ติน แว็กฮอร์น ต้องรอไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2008
“ตอนนั้นผมเพิ่งหายกลับมาจากอาการบาดเจ็บเอ็น MCL ที่พักไปประมาณ 3 หรือ 4 เดือน และเกมแรกหลังกลับมาคือการเจอกับเชลซีที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ซึ่งพวกเขาส่งผมลงไปเจองานหนักทันที”
“หลังจากนั้นผมถูกปล่อยยืมไปชาร์ลตัน โดย อลัน พาร์ดิว ดึงตัวผมไปร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัว 3 เดือน และผมก็ได้ลงเล่นไปสองสามเกม ประตูแรกของผมเกิดขึ้นในเกมกับดาร์บี้ ที่เดอะ วัลเลย์”
“แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผู้จัดการทีมก็อำลาสโมสร เพราะชาร์ลตันกำลังมีปัญหา สำหรับเด็กอายุ 18 ปีในตอนนั้น มันค่อนข้างยากเลย ผู้จัดการทีมคนใหม่เข้ามาและดึงนักเตะยืมตัวหลายคนเข้ามาเพิ่ม ทำให้ผมเริ่มหลุดจากทีม เพราะพวกเขาต้องการนักเตะที่มีประสบการณ์มากกว่า”
“พอมองย้อนกลับไปตอนนี้ ผมเข้าใจเรื่องนั้นดี สุดท้ายสัญญายืมตัวของผมก็ถูกยกเลิก และผมกลับไปซันเดอร์แลนด์”
ช่วงต้นฤดูกาลถัดมา ในเดือนสิงหาคม ปี 2009 มาร์ติน แว็กฮอร์น ย้ายมาร่วมทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยสัญญายืมตัวตลอดฤดูกาล หลัง “จิ้งจอกสยาม” เพิ่งเลื่อนชั้นกลับสู่เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ภายใต้การคุมทีมของ ไนเจล เพียร์สัน หลังคว้าแชมป์ลีกวัน
“พูดตามตรง ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยรู้จักเลสเตอร์มากนัก” มาร์ติน กล่าวต่อ
“ตอนเป็นเด็ก คุณจะอยู่ในโลกของตัวเองมากกว่า แต่ผมมองไปที่ผลงานของเลสเตอร์ในปีก่อน ซึ่งประสบความสำเร็จมาก ผู้จัดการทีมอย่าง ไนเจล เพียร์สัน ก็มีความเชื่อมโยงกับฟุตบอลทางภาคเหนือ และสโมสรก็มีอะคาเดมี่ที่ดี มีนักเตะดาวรุ่งหลายคนก้าวขึ้นมา เช่น โจ แม็ตต็อค และ แอนดี้ คิง”
“ด้วยแนวทางพัฒนานักเตะแบบนั้น เลสเตอร์จึงเหมาะกับผมมาก”
“ไนเจล เพียร์สัน มีความสำคัญกับผมมากจริง ๆ สำหรับนักเตะดาวรุ่งที่ย้ายมาแบบยืมตัว การได้รับการสนับสนุนจากเขา, วอลชี่ (สตีฟ วอลช์) และ เชคกี้ (เคร็ก เชคสเปียร์) เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม”
“แน่นอนว่ายังมี เบิร์ช (อลัน เบิร์ชนัลล์) ที่ก็ยังเป็น ‘เบิร์ช’ แบบเดิม พวกเขาทำให้ผมรู้สึกได้รับการต้อนรับ และเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรทันที ซึ่งช่วยให้ผมปรับตัวได้มาก”
นักเตะใหม่รายอื่น ๆ ของเลสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงเวลานั้น ยังมี ร็อบบี้ นีลสัน แบ็กขวา, คริส วีล ผู้รักษาประตู, ริชชี่ เวลเลนส์ กองกลาง และในเดือนกันยายน ยังได้ พอล กัลลาเกอร์ กองหน้าเข้ามาเสริมทีมเพิ่มเติมอีกด้วย
มาร์ติน แว็กฮอร์น ประเดิมสนามให้เลสเตอร์ ซิตี้ ในฐานะตัวสำรอง เกมเปิดฤดูกาล 2009/10 ที่เปิดบ้านพบกับสวอนซี ซิตี้ และสามารถทำประตูตีเสมอได้ ก่อนที่ทีมจะคว้าชัยชนะ 2-1
ตลอดฤดูกาลนั้น มาร์ติน ลงสนามเป็นตัวจริง 29 นัด ลงสำรองอีก 18 นัด และยิงได้ 12 ประตู กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรในลีกซีซั่นดังกล่าว พร้อมคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรอีกด้วย
ท้ายฤดูกาล เลสเตอร์ ซิตี้ จบอันดับ 5 ของเดอะ แชมเปี้ยนชิพ คว้าสิทธิ์เข้าสู่รอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้น โดยในรอบรองชนะเลิศ พ่ายคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 0-1 ในเกมแรกที่คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ก่อนจะบุกไปชนะ 3-2 ในเกมเลกสองหลังต่อเวลาพิเศษ แต่สุดท้ายต้องอกหักในการดวลจุดโทษ ซึ่ง มาร์ติน กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า เขาไม่อยากถูกพูดถึงเรื่องนั้นนัก
หลังจบฤดูกาล สัญญายืมตัวของเขาสิ้นสุดลง และเจ้าตัวกลับไปยังซันเดอร์แลนด์ แม้ในตอนนั้นจะยังไม่รู้ตัวว่าอีกไม่นาน เขาจะได้กลับมาสู่เลสเตอร์อีกครั้งแบบถาวร
ช่วงปิดฤดูกาล ไนเจล เพียร์สัน อำลาสโมสรไปคุมฮัลล์ ซิตี้ และเลสเตอร์แต่งตั้ง เปาโล ซูซ่า อดีตกองกลางทีมชาติโปรตุเกส ผู้เคยค้าแข้งกับ เบนฟิก้า, ยูเวนตุส, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ อินเตอร์ มิลาน เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่
มาร์ติน เล่าว่า “จริง ๆ แล้วผมคุยเรื่องย้ายถาวรมาตั้งแต่ฤดูกาลก่อนแล้ว แต่พอ ไนเจล, วอลชี่ และ เชคกี้ ย้ายไปฮัลล์ ซิตี้ ผมก็กลับไปซันเดอร์แลนด์”
“ผมมีช่วงปรีซีซั่นที่ค่อนข้างดี และได้เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับซันเดอร์แลนด์ ซึ่งน่าจะเป็น 4 หรือ 5 ปีนี่แหละ ผมจำไม่ได้แน่ชัด ผมได้ลงเล่นพรีเมียร์ลีกให้ซันเดอร์แลนด์สองสามเกมช่วงต้นฤดูกาล 2010/11 และกำลังจะเริ่มหาบ้านใหม่ที่ซันเดอร์แลนด์แล้ว”
“แต่พอใกล้ถึงเส้นตายตลาดซื้อขายเดือนสิงหาคม เอเย่นต์ของผมโทรมาบอกว่า ซันเดอร์แลนด์ตอบรับข้อเสนอแล้ว และเลสเตอร์ต้องการให้ผมลงไปที่นั่นในคืนนั้นเลย ผมก็เลยเก็บของทั้งหมด ใส่รถ แล้วขับลงมาเลสเตอร์ทันที”
“แม้ว่าซันเดอร์แลนด์จะเป็นสโมสรบ้านเกิดของผม แต่ผมก็มีความสุขมากที่ได้กลับมาเลสเตอร์ เพราะผมผูกพันกับที่นี่จากช่วงเวลาที่เคยอยู่กับทีมก่อนหน้านั้น”
“แน่นอนว่าผมผิดหวังที่ไนเจลไม่ได้อยู่แล้ว แต่ผมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ แม็ตตี้ [ฟรายแอตต์], มอร์โร่ (ไมเคิ่ล มอร์ริสัน), คิงกี้ (แอนดี้ คิง) และ ฮ็อบซี่ (แจ็ค ฮ็อบส์)”
“ผมสร้างความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมกับพวกเขาไว้ และมันแทบไม่ต้องคิดอะไรเลยกับการกลับมาอีกครั้ง”
มาร์ติน แว็กฮอร์น ยังย้อนถึงช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2010/11 ที่เลสเตอร์ออกสตาร์ทได้ไม่ดีนักว่า “เรามีช่วงเริ่มต้นฤดูกาลที่ค่อนข้างช้า เมื่อทีมเข้าใกล้การเลื่อนชั้นมาก ๆ แบบที่พวกเราทำได้ในปีก่อน มันก็มีช่วงที่สภาพจิตใจดร็อปลงเล็กน้อย และมันเป็นเรื่องยากสำหรับผู้จัดการทีมคนใหม่อย่าง เปาโล ซูซ่า ที่จะปลุกทุกคนกลับมา เพราะเราผิดหวังจากการที่เกือบทำได้”
“อีกอย่าง สไตล์การเล่นของเปาโลก็แตกต่างจากไนเจล เราต้องรับข้อมูลและแนวทางใหม่ ๆ เยอะมาก ซึ่งมันไม่ง่ายเลย”
หลังเลสเตอร์ ซิตี้ รั้งอันดับสุดท้ายของเดอะ แชมเปี้ยนชิพ เปาโล ซูซ่า อำลาสโมสรเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2010 หลังแพ้ต่อพอร์ทสมัธและนอริช ซิตี้ ก่อนที่อีกสองวันต่อมา สโมสรจะแต่งตั้งอดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษผู้ล่วงลับ สเวน-โกรัน อีริคส์สัน เข้ามาคุมทีม
“สเวนยอดเยี่ยมมาก” มาร์ติน กล่าวต่อ “เขามีวิธีที่ทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเองอยู่เสมอ เป็นคนที่นิสัยดีมากจริง ๆ เขาทำให้คุณรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของทีมตลอดเวลา”
“เขาเป็นคนที่คุยด้วยแล้วสบายใจ และเป็นคนที่ทุกคนอยากอยู่ใกล้ หลังจากสเวนเข้ามาได้ไม่นาน เราก็บินไปประเทศไทย และได้รับการต้อนรับอย่างยอดเยี่ยม”
“บางครั้งเวลามีผู้จัดการทีมคนใหม่เข้ามา ทุกอย่างจะเร่งรีบ ต้องเตรียมทีมลงแข่งทันที แต่กับสเวน เรามีเวลา 4 หรือ 5 วัน ได้ทำความรู้จักเขา ได้พูดคุยกันเยอะมาก มันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ”
ในฤดูกาลนั้น ซึ่งเลสเตอร์ ซิตี้ จบอันดับ 10 ของตาราง มาร์ติน แว็กฮอร์น ลงสนามในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ทั้งหมด 30 นัด โดยส่วนใหญ่มักถูกส่งลงเล่นในฐานะตัวสำรอง หลังการมาถึงของ ยาคูบู และ ดาริอุส วาสเซลล์ ด้วยสัญญายืมตัว
“ช่วงต้นฤดูกาลถัดมา (2011/12) ผมถูกปล่อยยืมไปฮัลล์ ซิตี้ ซึ่งมี ไนเจล เพียร์สัน เป็นผู้จัดการทีม โดยมีทั้ง เชคกี้ (เคร็ก เชคสเปียร์), วอลชี่ (สตีฟ วอลช์) รวมถึงอดีตเพื่อนร่วมทีมเลสเตอร์อย่าง แม็ตตี้ ฟรายแอตต์ และ ฮ็อบซี่ (แจ็ค ฮ็อบส์) อยู่ที่นั่นด้วย ซึ่งมันยอดเยี่ยมมาก”
“นั่นคือสิ่งที่ไนเจลเก่งมาก เขามักจะดึงคนที่ตัวเองไว้ใจและให้ความเคารพไปทำงานด้วยเสมอ”
“ผมเริ่มต้นที่นั่นได้ค่อนข้างดี และถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี สำหรับเกมกับ อาเซอร์ไบจาน, อิสราเอล และ ไอซ์แลนด์ โดยมี สจ๊วร์ต เพียร์ซ เป็นผู้จัดการทีม”
“ก่อนหน้านั้นผมเคยเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ U18 และ U19 มาแล้ว ผมโชคดีมากที่ได้เล่นร่วมกับนักเตะเก่ง ๆ หลายคน และมีประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม”
“แต่น่าเสียดายที่เกมเยือนไอซ์แลนด์ในเดือนตุลาคม 2011 ผมได้รับบาดเจ็บแฮมสตริงฉีก หลังจากนั้นอาการบาดเจ็บก็ถูกวินิจฉัยผิดอยู่หลายครั้ง และสุดท้ายผมต้องพักยาวประมาณ 4 หรือ 5 เดือน ซึ่งพูดตามตรง มันเป็นช่วงเวลาที่ยากมาก”
ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2011 ไนเจล เพียร์สัน กลับมาคุมเลสเตอร์ ซิตี้ เป็นรอบที่สอง “ตอนที่เขากลับมา ผมกำลังฟื้นฟูอาการบาดเจ็บแฮมสตริงอยู่” มาร์ติน กล่าวย้อนความ “ผมกลับมาลงเล่นได้ทันเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่พบกับลีดส์ ยูไนเต็ด และผมก็ยิงประตูได้ด้วย”
จากนั้น มาร์ติน เปิดเผยว่า เขาตั้งใจจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในฤดูกาลถัดมา ซึ่งเจ้าตัวลงเล่นไป 24 นัด แต่หลายเกมเป็นการลงสนามในฐานะตัวสำรอง ก่อนถูกปล่อยยืมไปมิลล์วอลล์ในเดือนกันยายน ปี 2013
“ตอนนั้นเรามีนักเตะดี ๆ เยอะมาก ทั้ง นูจ (เดวิด นูเจนต์) และ วาร์ดส์ (เจมี่ วาร์ดี้)” เขาอธิบาย “พอมองย้อนกลับไปตอนนี้ ผมก็คิดเหมือนกันว่า ‘ตอนนั้นผมน่าจะอดทนมากกว่านี้ไหม?’ เพราะผมเป็นนักเตะที่ใช้อารมณ์เยอะ และผมแค่อยากลงเล่นฟุตบอล”
“สุดท้ายผมก็ย้ายไปมิลล์วอลล์แบบยืมตัวช่วงสั้น ๆ ก่อนจะย้ายไปวีแกน แอธเลติก ด้วยสัญญายืมตัวในเดือนมกราคม และเซ็นสัญญาถาวรกับทีมก่อนจบฤดูกาลในเดือนเมษายน 2014”
“น่าเสียดายที่นั่นกลายเป็นจุดสิ้นสุดของผมกับเลสเตอร์ ผมได้คุยกับไนเจลอย่างดี เขาบอกว่าสัญญาของผมจะไม่ได้รับการต่อ และอวยพรให้ผมโชคดี พร้อมบอกให้ออกไปเล่นฟุตบอลต่อ”
“ผมหวังให้เรื่องราวมันจบลงดีกว่านั้น เลสเตอร์เลื่อนชั้นในปีนั้น แต่ผมก็ยังรู้สึกโชคดีที่ได้เล่นร่วมกับนักเตะชั้นยอดหลายคนที่นี่ และผมมีความทรงจำดี ๆ มากมาย”
ในเดือนมิถุนายน ปี 2015 มาร์ติน แว็กฮอร์น ย้ายจากวีแกน แอธเลติก ไปอยู่กับเรนเจอร์ส และในฤดูกาลแรกที่ไอบร็อกซ์ เจ้าตัวช่วยทีมคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่นสองของสกอตแลนด์ พร้อมคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของลีก แม้จะพลาดลงสนามหลายสัปดาห์จากอาการบาดเจ็บเอ็น PCL
นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของเรนเจอร์ส, มีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA สกอตติช แชมเปี้ยนชิพ และลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศสก็อตติช คัพ ที่แฮมป์เดน พาร์ค พบกับฮิเบอร์เนียน
หลังจากลงเล่นในสกอตติช พรีเมียร์ลีก หนึ่งฤดูกาล มาร์ติน ย้ายกลับอังกฤษไปร่วมทีมอิปสวิช ทาวน์ ของ มิก แม็คคาร์ธี่ ในฤดูกาล 2017/18 และยิงได้ 16 ประตูในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ก่อนจะย้ายไปดาร์บี้ เคาน์ตี้ ของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ในเดือนสิงหาคม ปี 2018
มาร์ติน แว็กฮอร์น กล่าวต่อว่า “หลังจบฤดูกาลนั้น เราแพ้ในรอบชิงชนะเลิศเพลย์ออฟเดอะ แชมเปี้ยนชิพ และ แฟรงค์ ก็กลับไปเชลซี”
“ผู้จัดการทีมคนต่อมาคือ ฟิลิป โคคู ซึ่งติดทีมชาติเนเธอร์แลนด์มากกว่า 100 นัด เขาเป็นคนที่ดีมาก แต่สโมสรมีปัญหาหลายอย่างในช่วงนั้น และเมื่อเขาอำลาทีมในเดือนพฤศจิกายน 2020 เวย์น รูนี่ย์ ก็เข้ามารับหน้าที่ต่อ”
“ตอนแรกเขาเข้ามาในฐานะนักเตะ เขาเป็นนักฟุตบอลที่เหลือเชื่อมาก! มันยากจะอธิบายจริง ๆ ว่าเขาเก่งแค่ไหน เมื่อคุณได้เห็นเขาทุกวัน”
“จากนั้นเขาก็กลายเป็นผู้จัดการทีม และเป็นคนที่กระตุ้นนักเตะได้ยอดเยี่ยม เขาต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากจากปัญหานอกสนามของสโมสร แต่เขารับแรงกดดันทั้งหมดไว้เอง และคอยปกป้องทีมอย่างเต็มที่ ซึ่งไม่ค่อยมีใครได้เห็นมุมนี้ของเขา”
“เขาสุดยอดมาก และเรารอดตกชั้นได้ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งผมยิงได้สองประตูในเกมกับเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ที่ตกชั้นแทนเรา”
หลังจากนั้น มาร์ติน แว็กฮอร์น ใช้เวลาอีกสองฤดูกาลกับโคเวนทรี ซิตี้ ในซีซั่น 2021/22 และ 2022/23 รวมถึงช่วงยืมตัวไปฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ก่อนจะกลับไปดาร์บี้ เคาน์ตี้ อีกครั้งในฤดูกาล 2023/24 ซึ่งตอนนั้นทีมอยู่ในลีกวัน
“ผมเริ่มต้นฤดูกาลได้ดีมาก แต่หลังจากนั้นก็เจอปีที่ยากลำบากจากอาการบาดเจ็บ ส่วนหนึ่งอาจเพราะผมไม่ได้มีช่วงปรีซีซั่นเต็มรูปแบบ สุดท้ายผมแฮมสตริงฉีกก่อนเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลแค่สองวัน แต่ดาร์บี้ก็เลื่อนชั้นได้ ซึ่งนั่นคือเป้าหมายหลัก”
“นั่นกลายเป็นฤดูกาลเต็มปีสุดท้ายของผม แม้ว่าหลังผ่าตัด ผมจะมีช่วงสั้น ๆ กับนอร์ทแธมป์ตัน ทาวน์ ก็ตาม แต่ผมเคยเล่นในพรีเมียร์ลีก, ติดทีมชาติ, ได้เลื่อนชั้น, คว้าแชมป์, ยิงประตูมากมาย และลงเล่นมากกว่า 500 นัด มันจึงเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการประกาศเลิกเล่น ซึ่งผมตัดสินใจทำแบบนั้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา”