จากเสื้อคลาสสิก อันเป็นที่รักในยุค 90 สู่ดีไซน์ทันสมัยในยุคปัจจุบัน เสื้อแต่ละตัวล้วนมีเรื่องราวของตัวเอง เราจะพาไปย้อนดูพัฒนาการของเอกลักษณ์สโมสร ผ่านดีไซน์ ประวัติศาสตร์ และช่วงเวลาที่น่าจดจำซึ่งถูกถักทออยู่ในเนื้อผ้าของแต่ละตัว
เสื้อตัวที่ปรากฏนี้เป็นเสื้อที่ แกร์รี่ พาร์คเกอร์ กองกลางของทีม สวมใส่ในเกมที่เขาทำประตูชัยให้เลสเตอร์ ซิตี้ ในเกมเยือนรอบรองชนะเลิศเพลย์ออฟ พบกับสโต๊ค ซิตี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1996 ด้านหลังเสื้อเป็นหมายเลข 10 และที่แขนมีโลโก้ เอนด์สลีห์ลีก (Endsleigh League)
นัดแรกแข่งขันกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 1996 ที่ฟิลเบิร์ต สตรีท ต่อหน้าแฟนบอลเต็มความจุสนาม เลสเตอร์ โชคดีที่รอดพ้นความพ่ายแพ้ในบ้านด้วยผลเสมอ 0-0 ส่วนใหญ่ต้องยกเครดิตให้กับความยอดเยี่ยมของ เควิน พูล ผู้รักษาประตู
สามวันถัดมาในเลกที่สอง ผู้จัดการทีม มาร์ติน โอนีล ตัดสินใจดึงพาร์คเกอร์ กลับสู่ทีมอีกครั้ง หลังจากทั้งคู่เคยมีปัญหากันก่อนหน้านั้น และเพียงไม่กี่วินาทีหลังเริ่มครึ่งหลัง พาร์คเกอร์ ก็ยิงเต็มข้อจากในกรอบเขตโทษ หลังรับบอลเปิดของ เอมิล เฮสกีย์ พาทีมคว้าชัยชนะ 1-0
ดีไซน์เสื้อตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดแข่งสีน้ำเงินล้วน ซึ่งถูกสวมใส่ครั้งแรกเมื่อเลสเตอร์ ลงเล่นในศึกพรีเมียร์ลีก ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก ในฤดูกาล 1994/95
ในฤดูกาลแรกที่ใช้เสื้อตัวนี้ ไบรอัน ลิตเติ้ล คือผู้จัดการทีมคนแรก ก่อนที่ มาร์ค แม็คกี จะเข้ามาทำหน้าที่แทน นักเตะอย่าง มาร์ค เดรเปอร์, เอมิล เฮสกีย์ และแกร์รี่ พาร์คเกอร์ ต่างเปิดตัวกับเลสเตอร์ ในช่วงนั้น อย่างไรก็ตาม ทีมต้องตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกในตอนจบฤดูกาล
ฤดูกาลถัดมา โอนีล เข้ามารับตำแหน่งแทนแม็คกี ในเดือนธันวาคม 1995 เสื้อตัวนี้จึงกลายเป็นเสื้อเหย้าตัวแรกที่สวมใส่โดยนักเตะกำลังหลักยุคโอนีล อย่าง นีล เลนนอน, มุซซี่ อิซเซ็ต, สตีฟ คลาริดจ์ และจูเลี่ยน วัตต์ส ฤดูกาลที่ใส่เสื้อตัวนี้เรามีผลงานที่น่าทึ่ง โดยคว้าชัยชนะในรอบรองชนะเลิศเพลย์ออฟเหนือสโต๊ค ซิตี้ และยังรวมถึงเกมเพลย์ออฟรอบชิงชนะเลิศอันน่าจดจำกับคริสตัล พาเลซ ที่เวมบลีย์ เมื่อสตีฟ คลาริดจ์ ยิงประตูชัยสุดดราม่าในช่วงต่อเวลาพิเศษ ส่งเลสเตอร์ กลับสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ