ปลายปี 2015 เหล่าผู้เล่นเลสเตอร์ ได้รับอนุญาตจากผู้จัดการทีมให้หยุดพัก 1 สัปดาห์ ทีมจึงตัดสินใจชวนกันจัดงานปาร์ตี้ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ภายในงานทุกคนจะต้องแต่งตัวแฟนซีเป็นตัวการ์ตูนหรือซุปเปอร์ฮีโร่ที่ตัวเองชื่นชอบ ในคืนนั้น โอกาซากิ เลือกที่จะเป็น “บานาน่าแมน”
ถึงกาลเวลาจะผ่านไป 8 ปี โอกาซากิ ยังจดจำเรื่องราวในวันนั้นได้เป็นอย่างดี
ในปีนั้น อดีตดาวยิงทีมชาติญี่ปุ่น เพิ่งย้ายเข้ามาร่วมทัพ “จิ้งจอกสยาม” ถือว่าอยู่ในช่วงปรับตัวของเขาให้เข้ากับทีมใหม่
“มันเป็นงานปาร์ตี้ที่ให้แต่งตัวแข่งกัน” โอกาซากิ ให้สัมภาษณ์ผ่านล่ามที่ประเทศเบลเยี่ยม “เราออกไปเที่ยวด้วยกันในเมือง และดื่มกันทั้งคืน ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของทีม ผมสนิทกับ เจมี่ (วาร์ดี้), แคสเปอร์ (ชไมเคิ่ล) และ เวส (มอร์แกน) มากขึ้นจากทริปนี้”
ปัจจุบัน โอกาซากิ กองหน้าวัย 36 ปี กำลังค้าแข้งอยู่กับ แซงต์-ทรุยด็อง ในลีกสูงสุดของเบลเยี่ยม หลังจากที่เคยลงเล่นให้ เลสเตอร์ ซิตี้ ระหว่างปี 2015 ถึง 2019 ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตค้าแข้งของตัวเอง
โอกาซากิ เป็นหนึ่งในขุนพลในชุดแชมป์พรีเมียร์ลีก ครั้งประวัติศาสตร์ของสโมสรเมื่อปี 2016 แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่า 7 ปี ทว่า อดีตแข้งไมนซ์ ก็ยอมรับว่า ความสุข ความทรงจำ และมิตรภาพ ของทีมชุดนั้นไม่เคยจางหายไปจากหัวใจของเขา
“ผมคิดเสมอว่า สเปอร์ส จะได้แชมป์” โอกาซากิ เปิดใจอย่างตรงไปตรงมา “ผมรู้สึกแบบนั้น จนกระทั่งช่วงท้าย ๆ ฤดูกาล ยอมรับด้วยความสัตย์จริง ผมไม่เคยคิดว่าเราจะคว้าแชมป์ได้ แม้จะเป็นช่วงที่เรานำเป็นจ่าฝูงก็ตาม มันคือเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อและมหัศจรรย์ที่สุด”
ที่น่าสนใจคือ โอกาซากิ ย้ายมาร่วมทัพ เลสเตอร์ ในวันที่ ไนเจล เพียร์สัน ผู้จัดการทีมในขณะนั้นทำงานเป็นวันสุดท้ายพอดี ก่อนที่ทีมจะแต่งตั้ง เคลาดิโอ รานิเอรี่ เข้ามารับหน้าที่กุนซือคนใหม่ในเวลาต่อมา กระแสในขณะนั้น รานิเอรี่ โดนสื่อและแฟนบอลโจมตีว่า “แก่และหมดยุค” ไปแล้ว หนึ่งในนั้นคือ แกรี่ ลินิเกอร์ อดีตตำนานของทีมที่โพสข้อความลงทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า “เคลาดิโอ รานิเอรี่ หรือ? เอาจริงหรือ?” และนั่นก็หมายความว่า รานิเอรี่ ไม่ได้เป็นคนอยากได้ โอกาซากิ มาร่วมทีม
“วันที่ผมเซ็นสัญญากับทีม ไนเจล ไม่อยู่ที่สโมสรเพราะมันเป็นวันหยุดของเขา แต่เราคุยโทรศัพท์กันหลังเซ็นสัญญาเสร็จ…เราทั้งคู่รอที่จะได้ร่วมงานด้วยกัน แต่หลังจากนั้นไม่นาน ไนเจล ก็ลาทีมไป ผมจำได้ดีเลย”
“การได้เล่นในพรีเมียร์ลีก ถือว่าเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ของผม นั่นทำให้ผมตัดสินใจมายุโรป เริ่มต้นกับ ไมนซ์ ใน เยอรมัน แน่นอนว่าผมเคยได้ยินชื่อของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ มาก่อน ผมได้คุยกับเพื่อนร่วมชาติอย่าง ยูโตะ นากาโตโมะ ที่เคยร่วมงานกับเขาที่ อินเตอร์ มิลาน ผมได้ยินมาว่า เคลาดิโอ เป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยม แต่ผมต้องเห็นมันด้วยตาตัวเอง”
“หนึ่งปีก่อนหน้านั้น ผมเคยร่วมงานกับ โธมัส ทูเคิ่ล ที่ เยอรมัน การซ้อมของเขาทันสมัยที่สุดในยุโรปขณะนั้น แต่กับ เคลาดิโอ จะเน้นเรื่องพื้นฐานธรรมดาก่อน เป็นวิธีการเล่นฟุตบอลแบบอิตาลีดั้งเดิม นั่นคือ เน้นเกมรับแน่นๆ ให้รัดกุมที่สุด”
จุดเด่นของ โอกาซากิ คือ ความขยันและวิ่งสู้ฟัดตลอดทั้งเกม เหมือนกับ ความซ่าในกระป๋องน้ำอัดลมที่พร้อมจะระเบิดขึ้นมาทุกครั้งเมื่อเราเปิดฝา ซึ่ง รานิเอรี่ เคยพูดถึงลูกทีมคนเก่งคนนี้ว่า “ชินจิ เป็นเหมือน เสียงกระดิ่ง ดิลลี่-ดิง ดิลลี่-ดอง ของเรา เขาคือคนที่ปลุกทุกคนในสนามให้ตื่น เขาคือผู้กล้าของทีม”
โอกาซากิ ยอมรับว่า มักจะนึกถึงวันคืนเก่าๆ กับเลสเตอร์เสมอ เพราะที่นั่น โอกาซากิ คือคนสำคัญของทีม อย่างไรก็ตามตำนานเลือดซามูไร รู้สึกเสียดายที่ตัวเขายิงประตูให้ “จิ้งจอกสยาม” ได้เพียง 6 ประตูเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ฤดูกาลก่อนหน้านั้น โอกาซากิ ยิงให้กับ ไมนซ์ ถึง 14 ประตู
“ตอนอยู่กับ ไมนซ์ ผมเป็นกองหน้าตัวเป้า และผมเล่นได้ดีที่สุดในชีวิต แต่ปีต่อมากับ เลสเตอร์ ผมเล่นในตำแหน่งที่ต่างออกไป โดยรวมแล้วผมรู้สึกว่าผมยิงได้น้อยเกินไป บ่อยครั้งที่ผมไม่ค่อยได้เล่นครบ 90 นาที แต่แน่นอนว่า มันคือฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิต เพราะนั่นคือแชมป์ลีกครั้งแรกของผม อย่างไรก็ตาม ผมไม่พอใจผลงานส่วนตัวเลย เพราะผมยิงได้น้อยมากๆ”
“เคลาดิโอ เป็นคนที่เข้มงวดมาก แต่แน่นอนว่าเขามีความใจดี เป็นคนจริงใจสุดๆ และมีความกระหายมากๆ ผมเข้าใจว่าเขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเกมรับ นั่นคือเหตุผลที่ผมเล่นได้เล่นหน้าคู่กับ เจมี่ โดยผมจะยืนต่ำหน่อย และช่วยกองกลางไล่บีบคู่แข่ง ผมเข้ากับแท็คติคของเขาได้ดีมากๆ เลยนะ”
ในฤดูกาลนั้น โอกาซากิ คือ ผู้ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง ดาวเตะชาวซามูไร คอยช่วยวิ่งไล่บีบคู่แข่ง เช่นเดียวกับวิ่งไปทั่วสนาม สร้างความปั่นป่วนให้คู่แข่ง เพื่อเปิดโอกาสให้ วาร์ดี้ ได้ใช้ความเร็ววิ่งไปที่ว่างและหาจังหวะยิงประตูให้ได้ ทำให้อดีตดาวยิงทีมชาติอังกฤษ ทำลายสถิติพรีเมียร์ลีกด้วยการยิงประตูในลีกได้ 11 เกมติดต่อกัน พร้อมกับจบซีซั่นนั้นด้วยสถิติ 24 ประตู พ่วงด้วยรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีก และติดทีมชาติอังกฤษไปเล่นฟุตบอลยูโร 2016
“ตอนแรกที่ผมเจอเขา ผมคิดว่าเขาเป็นพวกเล่นด้วยสัญชาตญาณมากกว่า แต่หลังจากที่ได้เล่นกับเขาไปสักพัก ผมรู้เลยว่าเขาฉลาดมากๆ” โอกาซากิ เริ่มพูดถึง วาร์ดี้
“เขาฉลาดที่เลือกว่าจะวิ่งหรือใช้ความเร็วในจังหวะไหน เขาตื่นตัว และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกอย่าง ทั้งในสนามและนอกสนาม ในมุมกลับกัน เขาเป็นคนที่คิดถึงคนอื่น และสร้างบรรยากาศที่ดีในทีมตลอดเวลา”
“ในวงการฟุตบอล มีผู้เล่นที่มีความเร็วสูงหลายคน แต่ส่วนใหญ่ พวกเขามักจะไม่ได้ใช้ประโยชน์สูงสุดจากจุดเด่นของตัวเอง แต่นั่นไม่ใช่กับ เจมี่ เลย มันไม่ได้เกี่ยวกับการวิ่งเร็วอย่างเดียว เขารู้ว่าจังหวะไหนควรเร่งความเร็ว จังหวะไหนควรผ่อน เขาไม่เคยพลาดจังหวะสำคัญๆเลย เขาอ่านเกมคู่แข่งอยู่ตลอด ทันทีที่เขาเห็นคู่แข่งผ่อนความเร็ว เขาจะจู่โจมทันที”
“ในขณะเดียวกัน เขาก็สนันสนุนผมเช่นกัน เขาเล่นชิ่งกับเพื่อนเก่งมาก และเขาพร้อมที่จะชิ่งกับคุณทันทีถ้าโอกาสนั้นมาถึง ผมคิดว่าฤดูกาลที่สามของผมกับทีม คือ ปีที่ผมกับ เจมี่ เข้าขากันที่สุด ผมยิงได้ 6 ประตู ตั้งแต่ช่วงครึ่งฤดูกาล หลังจากนั้นผมก็ได้รับบาดเจ็บ แต่สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ ผมยอมรับและเคารพ เจมี่ มากๆ ผมจะยิงประตูทั้งหมดไม่ได้ ถ้าไม่มีเขาคอยช่วยเหลือ”
แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี ทว่า โอกาซากิ ก็ยังคิดถึง เลสเตอร์ เสมอ เขาเคยออกมาร่วมวิดีโอผ่านช่องทางสังคมออนไลน์ของสโมสร และพูดถึงความทรงจำเก่าๆ กับ “จิ้งจอกสยาม” ที่เขาภูมิใจเป็นที่สุด
“คนส่วนใหญ่บอกกับผมว่า ผมทำผลงานได้ดีกับทีมนะ” อดีตกองหน้าหมายเลข 20 ของ เลสเตอร์ เปิดใจต่อ
“พวกเขาชื่นชมในความขยันของผม คำชมเชยของพวกเขาหล่อเลี้ยงหัวใจผมได้มาก ตอนที่ผมเห็นชาวเมือง เลสเตอร์ ออกมารวมตัวแสดงความยินดี พร้อมกับเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ในตอนที่ขบวนฉลองแชมป์ผ่าน ทำให้ผมรู้สึกว่าพวกเราได้สร้างบางสิ่งที่แสนพิเศษขึ้นมา มันคือประสบการณ์ที่มหัศจรรย์สำหรับทีมชุดนั้นและตัวผม จากวันแรกที่ผมมา ทุกคนถามว่า ใครคือโอกาซากิ?”
“ผมมาที่นี่เพื่อชัยชนะ ผมสู้สุดใจเพื่อทีมและตัวเอง ทัศนคติของผมคือทุ่มเท 100 เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าทีมประทับใจตัวผมในจุดนี้ แน่นอน ทุกคนอาจจะสนใจ ริยาด มาห์เรซ, เจมี่ วาร์ดี้ และ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่ผมคิดว่าเราทุกคนก็ทุ่มสุดชีวิตเช่นกัน”
“ระหว่างฤดูกาลนั้น เวลาที่ผมเดินไปในเมือง มีผู้คนทักทายมากขึ้นทุกวัน พวกเขาร้องเพลงให้ผมด้วย ‘ดู ดู ดู โอกาซากิ’ ขนาดตอนผมไปร้านอาหาร ทุกคนยังร้องเพลงนี้เลย จนตอนนี้ผมก็ยังจำภาพและเสียงเพลงช่วงเวลานั้นได้อยู่เลย”
“ผมยอมรับว่าผมเครียดและกดดันตัวเองเหมือนกัน ไม่พอใจผลงานส่วนตัว เพราะผมโดนเปลี่ยนตัวออกบ่อยมาก แต่ผมก็เข้าใจ ผมทำผลงานเพื่อทีม และแฟนๆ ก็เห็นค่าในตัวผม ทุกคนปรบมือและส่งเสียงเชียร์มาให้ผม มันทำให้ผมผ่อนคลายขึ้น พวกเขาสนับสนุนผมและทีมได้ดีมากๆ ผมรู้สึกขอบคุณแฟนๆ จากก้นบึ้งของหัวใจ และรู้สึกเสมอว่า เลสเตอร์ คือบ้านของผม”
ย้อนกลับไปสมัย โอกาซากิ ยังเล่นในอังกฤษ เขาได้มีโอกาสร่วมเรียนภาษากับ ก็องเต้ พร้อมกับยังมีเรื่องสนุก ๆ จากห้องเรียนในวันนั้นด้วย
“ภาษาอังกฤษของเขาดีนะ แต่สำเนียงฝรั่งเศสนั้นฟังยากมาก ไม่มีใครเข้าใจเขาเลย” โอกาซากิ เล่าถึงวันวาน
นอกจากนี้ยังบอกว่า ตัวเขาสนิทกับ โกคาน อินเลอร์ และ อันเดรย์ กรามาริช อดีตสองนักเตะของทีมที่สุด
"พวกเขาคือคนสำคัญของผม ตอนอยู่ที่สโมสร เราให้กำลังใจกันเสมอ" โอกาซากิ พูดถึง อินเลอร์ และ กรามาริช
หนึ่งในประตูที่ดีที่สุดของ โอกาซากิ กับ เลสเตอร์ ก็คือประตูชัยเหนือ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในเดือนมีนาคม ปี 2016 เพราะนั่นคือประตูที่อดีตดาวยิงทีมชาติญี่ปุ่นปั่นจักรยานอากาศเข้าประตูไปอย่างงดงาม
“ผมบอกได้แค่ว่าประตูนี้เป็นเหมือนเครื่องหมายการค้าของผม มันคือสไตล์การเล่นที่ผมชื่นชอบ”
“ประตูนี้เกิดจากความกระหายที่อยากจะชนะ บอกตามตรงว่าผมไม่เคยได้ฝึกซ้อมการเตะแบบจักรยานอากาศบ่อยเท่าไร ในสนามผมมุ่งแต่จะทำประตูเท่านั้น ลูกนี้ผมมองที่บอล แล้วก็คิดแค่ว่าต้องยิงให้เข้าให้ได้ ในชีวิตนักฟุตบอลจะมีหลายครั้งที่คุณถามตัวเองว่า ‘ทำไมฉันไม่เล่นแบบนี้ แบบนั้นนะ’ เหมือนว่าเราเสียใจกับตัวเอง แต่ไม่ใช่กับลูกนี้”
“ประตูกับนิวคาสเซิ่ล เป็นเหมือนประตูที่ออกมาจากจินตนาการของผม เหมือนฝันที่เป็นจริง ผมคิดว่าที่ผมยิงประตูนี้ได้ เป็นเพราะผมไม่เคยหยุดที่จะพยายาม ผมมีความสุขกับประตูนี้มากๆ ผมไม่ได้คาดหวัง ผมแค่เล่นไปตามธรรมชาติ แต่มันก็สร้างความประหลาดใจให้ผม เพราะไม่คิดว่าจะยิงประตูแบบนี้ได้ มันจะเป็นประตูที่อยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป”
นักวิจารณ์จากช่องสกายสปอร์ต ซึ่งเป็นบริษัทที่ถ่ายทอดสดเกมพรีเมียร์ลีกในสหราชอาณาจักรยกย่อง โอกาซากิ ว่าเปรียบเสมือน “สายไฟฟ้าแห่งเลสเตอร์” เพราะเขามักจะมีชีวิตชีวาและมอบพลังงานให้ทุกคนอยู่เสมอ แม้ปัจจุบันในวัยเกือบ 40 ปี โอกาซากิ ก็ยังเป็นเช่นนั้นเสมอ
และนั่นคือเหตุผลให้ เจ้าของสถิติติดทีมชาติญี่ปุ่น 119 เกม และยังคงค้าแข้งในปัจจุบัน โดย โอกาซากิ ยอมรับว่า หลังจากนี้เขามีความฝันอยากจะเป็นผู้จัดการทีมต่อไป
“ผมขอบคุณ แซงต์-ทรุยด็อง ที่ให้โอกาสผมได้ลงเล่นต่อไป ผมอยากที่จะเป็นผู้จัดการทีมในอนาคต นั่นคือเหตุผลที่ผมพยายามเก็บประสบการณ์ในยุโรปให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งสโมสรเห็นคุณค่าในตัวผม พวกเขาประทับใจเส้นทางการค้าแข้งของผม และในสักวัน ผมจะกลับไปที่บ้านเกิด และแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ที่ได้จากที่ยุโรปให้กับเด็กๆ ในญี่ปุ่น ตอนนี้ผมกำลังสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลที่มีสภาพแวดล้อมเหมือนยุโรปทุกอย่าง อยู่ที่นั่น”
“ผมพยายามรักษาความสัมพันธ์กับสโมสรที่ผมเคยค้าแข้ง รวมไปถึง เลสเตอร์ เพราะผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ผมมีโอกาสพาเด็กญี่ปุ่นรุ่นใหม่มาค้าแข้งที่ต่างประเทศเพิ่มขึ้น ผมอยากจะลดช่องว่างระหว่างฟุตบอลญี่ปุ่นกับยุโรปให้แคบลงเรื่อยๆ”
“และวันที่ผมกลายเป็นผู้จัดการทีมแล้ว ผมจะพาทีมประสบความสำเร็จเหมือนทีมในยุโรปให้ได้ แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น ผมอยากจะเล่นฟุตบอลต่อไป ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
“ถ้ามีโอกาส ผมยังหวังที่จะกลับไปติดทีมชาติญี่ปุ่น และเล่นฟุตบอลโลกอีกสักครั้ง แม้ตอนนั้นผมจะอายุ 40 ปีแล้วก็ตาม ผมพูดจริงๆ นะ!” โอกาซากิ ปิดท้ายด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห่งความสุข