เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 1992 ทีมของไบรอัน ลิตเติล เปิดสนามฟิลเบิร์ต สตรีท ต้อนรับเคมบริดจ์ ยูไนเต็ด ในศึกเพลย์ออฟ ดิวิชัน 1 เลกสอง หลังจากเสมอกันมาในเลกแรก 1-1
ในเกมที่หลายฝ่ายคาดว่าจะเต็มไปด้วยความตึงเครียดและสูสี กลับกลายเป็นการแสดงความเหนือชั้นของ "เดอะ ฟ็อกซ์" อย่างแท้จริง ด้วยสองประตูจากทอมมี่ ไรท์, และอีกสามประตูจาก สตีฟ ธอมป์สัน, เควิน ‘รูสเตอร์’ รัสเซลล์ และเอียน ออร์มอนด์รอยด์ ทำให้เลสเตอร์ถล่มคู่แข่งไปถึง 5-0 รวมผลสองนัดชนะ 6-1 อย่างเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม ความฝันต้องสะดุดลงในรอบชิงชนะเลิศ เมื่อเลสเตอร์พ่ายให้กับแบล็กเบิร์น โรเวอร์ส 1-0 โดยประตูชัยมาจากจุดโทษของไมค์ นิวเวลล์ อดีตกองหน้าของเลสเตอร์เอง
ย้อนไปเมื่อวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2012 เลสเตอร์ ซิตี้ ประกาศคว้าตัว เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าวัย 25 ปี จากสโมสรฟลีตวู้ด ทาวน์ ด้วยค่าตัวราว 1 ล้านปอนด์ ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นสถิติของผู้เล่นจากนอกลีก
วาร์ดี้ เพิ่งจบฤดูกาลสุดเร่าร้อนกับฟลีตวู้ด ด้วยการยิง 31 ประตูจาก 36 เกมในศึกคอนเฟอเรนซ์ พรีเมียรลีก พาทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกฟุตบอลอาชีพ และการย้ายมาเลสเตอร์ในวันนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทั้งสำหรับตัวเขาเอง และสโมสร
13 ปีต่อมา เรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อนี้กำลังเดินทางมาถึงบทสุดท้าย พร้อมกับสถานะตำนานของชายผู้เปลี่ยนเกมให้กับสโมสร และสร้างแรงบันดาลใจให้กับแฟนบอลทั่วโลก
บทสรุปของความสำเร็จ – จากผู้เล่นนอกลีกสู่ยอดนักเตะพรีเมียร์ลีก
เจมี่ วาร์ดี้ เซ็นสัญญาร่วม เลสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2012
วาร์ดี้กลายเป็นหัวใจหลักของยุคทองแห่งคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2015/16, เอฟเอ คัพในปี 2021, คอมมิวนิตี้ ชิลด์ และอีกสองแชมป์จากอีเอฟแอล แชมเปียนชิพ เขาคือสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่น, ความกระหายชัยชนะ และความศรัทธาในเกมฟุตบอลด้วยค่าตัวเพียง 1 ล้านปอนด์ การเซ็นสัญญาครั้งนั้นอาจถูกจารึกไว้ว่าเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ
หลังจากการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ เลสเตอร์ ซิตี้ ปิดฤดูกาลประวัติศาสตร์ของพวกเขาในวันที่ 15 พฤษภาคม 2016 ด้วยการบุกเสมอเชลซี 1-1 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์
ภายใต้การคุมทีมของเคลาดิโอ รานิเอรี่ "จิ้งจอกสยาม" สร้างปาฏิหาริย์ที่ไม่มีใครคาดคิด เปลี่ยนจากทีมหนีตกชั้นในฤดูกาลก่อน สู่การเป็นแชมป์อังกฤษ และสร้างเรื่องราวที่โลกฟุตบอลจะไม่มีวันลืม
ลูกยิงสุดสวยจากระยะไกลของแดนนี่ ดริ๊งค์วอเตอร์ ตามหลังจุดโทษของเชส ฟาเบรกาส ช่วยให้เลสเตอร์ ซิตี้เก็บหนึ่งแต้มสำคัญในเกมสุดท้ายของฤดูกาล 2015/16 พร้อมจบซีซั่นด้วยการพ่ายแพ้เพียง 3 นัด และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยแต้มทิ้งห่างอันดับสองถึง 10 คะแนน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนจดจำได้ดีที่สุดจากวันนั้น คือความมีน้ำใจของเจ้าบ้าน เชลซี ที่มอบเกียรติให้กับทั้งผู้เล่นและเคลาดิโอ รานิเอรี่ ด้วยการตั้งแถว Guard of Honour ต้อนรับทีมแชมป์เข้าสู่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นภาพที่เปี่ยมด้วยความเคารพและยกย่องจากอดีตต้นสังกัดของผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียน
15 พฤษภาคม 2021 – ความรุ่งโรจน์ในเอฟเอ คัพ
เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 2021
ในวันเดียวกันเมื่อห้าปีก่อน เลสเตอร์ ซิตี้ จารึกชื่อสโมสรไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพเป็นครั้งแรก
ยูริ ตีเลอมองส์ ยิงประตูชัยสุดมหัศจรรย์จากระยะไกลใส่เชลซี ช่วยให้เลสเตอร์เฉือนชนะ 1-0 ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนบอลที่เริ่มกลับมาเข้าสนามเวมบลีย์ได้อีกครั้ง หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
ไม่เพียงแค่ประตูสุดงดงามเท่านั้นที่นิยามค่ำคืนนั้นได้ แต่ยังรวมถึงการเซฟอันกล้าหาญของแคสเปอร์ ชไมเคิ่ล และจังหวะ VAR ปฏิเสธประตูตีเสมอของเชลซีในช่วงท้ายเกม ทั้งหมดรวมกันกลายเป็นนัดชิงชนะเลิศที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ ความระทึกใจ และความหมายลึกซึ้ง
สำหรับสโมสรที่เคยผิดหวังกับถ้วยใบนี้มาแล้วหลายครั้ง เอฟเอ คัพ ปี 2021 จึงไม่ใช่แค่แชมป์ แต่คืออีกหนึ่งบทแห่งความภาคภูมิใจที่แฟนบอลจะจดจำไปตลอดกาล