นอกเหนือจากการลงสนามให้กับ แอสตัน วิลล่า ไปทั้งสิ้น 237 นัดแล้ว เขายังเป็นกำลังสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกือบ 100 นัด รวมถึงลงเล่นให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ อีก 73 นัด ตลอดเส้นทางอาชีพของเขา
ในช่วงวัยเยาว์ โคลิน กิ๊บสัน เคยอยู่ในระบบนักเรียนของ พอร์ทสมัธ ซึ่งในเวลานั้น โทนี่ บาร์ตัน ว่าที่ผู้จัดการทีมแอสตัน วิลล่า ในอนาคต ทำหน้าที่อยู่ในทีมงานสตาฟฟ์โค้ช โดยเขาเล่าย้อนความหลังว่า
“แมวมองของผมมีความเกี่ยวข้องกับโทนี่ ก่อนที่เขาจะย้ายไปวิลล่า (เพื่อไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของรอน ซอนเดอร์ส) พอร์ทสมัธปล่อยตัวผมออกมา ผมจึงย้ายไปวิลล่า ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในชีวิต ตอนนั้นผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแอสตัน วิลล่า อยู่ที่ไหน! ผมย้ายไปตอนอายุ 16 ปี วิลล่าดึงศักยภาพที่ดีที่สุดของผมออกมาได้เต็มที่ ต้องบอกว่าเลสเตอร์ก็ใกล้เคียงมาก ทั้งสองสโมสรต่างเป็นสโมสรที่ให้ความรู้สึกเหมือนครอบครัว”
ที่วิลล่า โคลิน กิ๊บสัน ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ ยูธ คัพ ปี 1978 ก่อนจะก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ (ดิวิชั่นหนึ่งเดิม) และ แชริตี้ ชิลด์ ในปี 1981 รวมถึงคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ และ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ ในปี 1982 ระหว่างค้าแข้งในถิ่น วิลล่า พาร์ค เขายังติดทีมชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี พบกับ นอร์เวย์ และติดทีมชาติอังกฤษ ชุดบี ลงสนามพบกับ นิวซีแลนด์ อีกด้วย
เขากล่าวเสริมว่า “ที่วิลล่า เรามีนักเตะชั้นยอดหลายคน ผมสามารถไล่ชื่อได้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็น เคน แม็คน็อตต์, อัลลัน อีแวนส์, กอร์ดอน โควานส์, เดนนิส มอร์ติเมอร์, เดส เบรมเนอร์, แกรี่ ชอว์, ปีเตอร์ วิธ, โทนี่ มอร์ลีย์ รวมถึงผู้รักษาประตูอย่าง ไนเจล สปิงก์ และ จิมมี่ ริมเมอร์ นัดที่สองของไนเจลก็คือนัดชิงชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพ เลยนะ!”
ภายหลังความสำเร็จดังกล่าว โคลิน กิ๊บสัน ถูกย้ายไปร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ รอน แอ็ตคินสัน ด้วยค่าตัว 275,000 ปอนด์ ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1985 โดยเขาเล่าว่า
“ดั๊ก เอลลิส กลับมารับตำแหน่งประธานสโมสรแอสตัน วิลล่า เป็นสมัยที่สอง หลังจากเคยถูกปลดออกไปในปี 1979 นั่นทำให้เขาพลาดช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จที่สุดของสโมสร ซึ่งเราได้ทั้งแชมป์ลีก, ยูโรเปี้ยน คัพ และซูเปอร์ คัพ เขากลับมาและต้องการปรับเปลี่ยนทีมชุดที่ประสบความสำเร็จ ผมย้ายไปโอลด์ แทรฟฟอร์ด ในเดือนพฤศจิกายน 1985 ตอนแรกผมปฏิเสธแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน เพราะเพิ่งต่อสัญญา 4 ปีกับวิลล่า แต่นั่นแหละคือโลกของฟุตบอล สุดท้ายผมก็ย้ายไปในเดือนพฤศจิกายน และเป็นรอน แอ็ตคินสัน ที่เซ็นสัญญาผมไปร่วมทีม”
ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อนร่วมทีมใหม่ของโคลิน กิ๊บสัน ประกอบด้วยนักเตะระดับแถวหน้าของยุคนั้น อาทิ ไบรอัน ร็อบสัน, พอล แม็คกรัธ, กอร์ดอน สตรั๊คคั่น, นอร์แมน ไวท์ไซด์, มาร์ค ฮิวจ์ส และ แฟร้งค์ สเตเปิลตัน
เขาเล่าต่อว่า “ช่วงแรกที่ผมย้ายไปที่นั่น ผมเล่นได้ดีมาก แต่รอน แอ็ตกินสัน ถูกปลดจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 1986 และ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็เข้ามารับงานแทน ฤดูกาล 1987/88 เราได้รองแชมป์ลีกตามหลังลิเวอร์พูล แต่ผมดันได้รับบาดเจ็บหนักที่หัวเข่า
อย่างไรก็ตาม มันก็มีเรื่องดีเกิดขึ้น เพราะสุดท้ายผมได้ย้ายไปเลสเตอร์ ซิตี้ ผมมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมตลอดสี่ปีที่ฟิลเบิร์ต สตรีท ผมรักที่นั่นมาก”
เมื่อ โคลิน กิ๊บสัน เซ็นสัญญาร่วมทีมเลสเตอร์ในเดือนธันวาคม 1989 ด้วยค่าตัว 100,000 ปอนด์ “จิ้งจอกสยาม” กำลังรั้งอันดับ 23 ของดิวิชั่นสองเดิมในเวลานั้น และเขากลายเป็นนักเตะรายสุดท้ายที่ เดวิด พลีต เซ็นสัญญาก่อนจะถูกปลดจากตำแหน่งในเดือนถัดมา
โคลิน กล่าวถึงช่วงเวลานั้นว่า “เดวิดเป็นคนเซ็นผมเข้ามา ตอนนั้นเลสเตอร์กำลังลำบาก และเรารอดตกชั้นในวันสุดท้ายของฤดูกาลแบบฉิวเฉียด เราชนะอ็อกซ์ฟอร์ด 1-0 และผลคู่อื่นก็เป็นใจ ตอนนั้นเดวิดออกไปแล้ว และกอร์ดอน ลี เข้ามาคุมทีม พวกเราคิดว่าเขาน่าจะได้งานถาวร แต่สุดท้ายกลับกลายเป็น ไบรอัน ลิตเติ้ล ที่เข้ามาแทน
ไบรอันกับผมเคยอยู่ด้วยกันที่วิลล่า และเขาเป็นเพื่อนที่ดีของผม ปกติผมเรียกเขาว่าไบรอัน สัปดาห์แรกที่เขาเข้ามาคุมทีม ผมเดินเข้าไปหาและถามว่าเราจะทำงานกันอย่างไรดี ตอนนี้เขาเป็นผู้จัดการทีม เผื่อผมเผลอเรียกชื่อเขาผิด เขาบอกผมว่า ‘คุณต้องเรียกผมว่า บอส นะ ถ้ามีหลุดบ้างก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราค่อยว่ากันไป’
เอาจริง ๆ ตอนนั้นผมคิดว่าผมอาจต้องย้ายทีม แต่เขาบอกว่าอยากเก็บผมไว้ และสุดท้ายทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดี ผมมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมมากที่เลสเตอร์ อีกทั้งผมยังรู้จักทีมงานของเขาอย่าง อัลลัน อีแวนส์ และ จอห์น เกรกอรี่ มาตั้งแต่สมัยอยู่ที่วิลล่าแล้ว”
ผลกระทบของไบรอัน ลิตเติ้ล เกิดขึ้นทันที เขาพาเลสเตอร์จากทีมท้ายตารางดิวิชั่นสอง กลายเป็นทีมที่ผ่านเข้าไปเล่นรอบเพลย์ออฟที่เวมบลีย์ถึงสามปีติดต่อกัน ก่อนเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกใหม่ในปี 1994
โคลินกล่าวอย่างชื่นชมว่า: “คนอย่าง อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, รอน ซอนเดอร์ส และ ไบรอัน ลิตเติ้ล คือผู้จัดการทีมที่ยอดเยี่ยม พวกเขามีด้านที่เข้าใจมนุษย์และมีความเมตตา แม้มันจะไม่แสดงออกบ่อยนัก แต่บางครั้งพวกเขาก็ทำบางอย่างเพื่อกระตุ้นคุณ แล้วคุณจะรู้ว่าพวกเขากำลังดึงศักยภาพจากคุณออกมา พวกเขาคือผู้จัดการทีมชั้นยอด ไบรอันคือจุดเริ่มต้นของยุค มาร์ติน โอนีล หากไม่มีสิ่งที่ไบรอันทำไว้ที่เลสเตอร์ ซิตี้ ผู้จัดการทีมระดับโอนีลคงไม่มาที่นี่ มาร์ตินเข้ามาต่อยอดอีกขั้น ภายใต้ไบรอัน มันคือสโมสรที่ยอดเยี่ยมมากในการได้เป็นส่วนหนึ่ง”
ช่วงเวลาของโคลินกับเลสเตอร์ได้รับผลกระทบจากอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า แต่เขายังคงมีความทรงจำที่ดีมากกับฟิลเบิร์ต สตรีท
เขาย้อนความหลังว่า: “ผมมีอาการบาดเจ็บอยู่บ้างที่เลสเตอร์ แต่ผมได้ลงเล่นที่เวมบลีย์! ผมพลาดนัดชิงเพลย์ออฟปี 1992 กับแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ของ เคนนี่ ดัลกลิช เพราะอาการบาดเจ็บ ปีถัดมา ผมเป็นตัวสำรองในเกมกับสวินดอน ทาวน์ ซึ่งเราแพ้ 4-3 หลังไล่จาก 0-3 ปีต่อมา ผมลงเล่นเต็มเกมกับดาร์บี้ เคาน์ตี้ และเพราะเราแพ้มาสองครั้งก่อนหน้านั้น ผมเลยบอกไบรอันว่า ‘ผมขอพูดเลยนะ บอส คุณให้ผมลงเล่นเกมนี้ แล้วเราก็ชนะ!’ ผมยังหยอกล้อเขาเรื่องนั้นเสมอ”
“ในเกมกับแบล็คเบิร์น เราไปเวมบลีย์ด้วยความตั้งใจจะสนุกกับบรรยากาศ ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากชนะ แต่มันคือโอกาสที่ยิ่งใหญ่มาก จากนั้นเรามีรอบชิงกับสวินดอน เกมนั้นพวกเขานำไปก่อน 3-0 เราตามตีเสมอเป็น 3-3 ได้ แต่สุดท้ายมาเสียจุดโทษช่วงท้ายเกม มันเจ็บปวดอย่างที่สุด
ปีถัดมา เรารู้เลยว่าเราต้องชนะให้ได้ ตอนอยู่ในอุโมงค์ก่อนลงสนามพบดาร์บี้ เคาน์ตี้ ที่เวมบลีย์ ผมยืนอยู่ใกล้กับ กอร์ดอน โคแวนส์ ของดาร์บี้ (ซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมทีมที่วิลล่า) รวมถึงนักเตะบางคนที่ผมรู้จัก กอร์ดอนทักผมว่า ‘สวัสดี กิ๊บโบ’ แต่ผมไม่ตอบเลย เรามีสมาธิกันเต็มที่
ในหลาย ๆ แง่ เราอาจไม่ได้เล่นดีกว่าดาร์บี้ แต่การชนะฟุตบอลมีหลายวิธี และเรายิงประตูได้มากกว่าพวกเขา เราต้องชนะเกมนั้นเพื่อตัวเราเอง เพื่อแฟนบอล และเพื่อสโมสร มันเป็นวันที่ยอดเยี่ยมมาก หนึ่งในวันที่ดีที่สุดในชีวิตผม แม้ว่าก่อนหน้านั้นผมจะเคยมีวันที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ก็ตาม
สำหรับผม การได้ลงเล่นที่เวมบลีย์ ชนะเกม และพาสโมสรเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก ผมเสียใจเล็กน้อยในเวลาต่อมาเมื่อรู้ว่าจะไม่ได้รับสัญญาใหม่ แต่นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เกมสุดท้ายของผมกับเลสเตอร์คือที่เวมบลีย์ ผมไม่คิดว่าจะมีนักเตะมากนักที่สามารถพูดแบบนั้นได้!”
ฤดูกาลถัดมา โคลิน กลายเป็นกำลังสำคัญในการพา วอลซอลล์ เลื่อนชั้นจากดิวิชั่นสามเดิม
“ช่วงปิดฤดูกาล ผมดูแลสภาพร่างกายตัวเองให้พร้อม และ เคนนี่ ฮิบบิตต์ ผู้จัดการทีมวอลซอลล์ บอกผมว่า ‘ทำไมไม่ลองมาร่วมทีมกับเราดูล่ะ?’ ผมเลยไปที่นั่น ตอนที่ผมนั่งรออยู่หน้าห้องทำงานของเขา เขาเดินออกมาด้วยอาการหัวเสีย ผมถามว่า ‘เกิดอะไรขึ้น เคนนี่?’ เขาบอกว่า ‘ผมเพิ่งโดนปลด!’
ผมนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วคิดว่า ‘พระเจ้า แล้วผมจะทำยังไงต่อ?’ จากนั้น คริส นิโคลล์ เข้ามารับงาน และบอกว่าจะให้ผมพิสูจน์ความฟิตหนึ่งเดือน ก่อนจะมอบสัญญาหนึ่งปีให้เรา และเราก็เลื่อนชั้นได้ในฤดูกาลนั้น ซึ่งยอดเยี่ยมมาก”
โคลินยังเคยเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ (PFA) และหลังแขวนสตั๊ด เขาได้รับข้อเสนอให้ทำงานกับองค์กรดังกล่าว
“ตอนเป็นนักเตะ คุณแทบไม่ได้อยู่บ้าน งานกับ PFA ก็ทำให้ผมต้องเดินทางตลอด โดยเฉพาะคืนวันศุกร์ ผมต้องบินไปที่ต่าง ๆ มีการเดินทางค่อนข้างมาก และต้องค้างคืนเสมอ ซึ่งไม่ค่อยเหมาะกับผมเท่าไร”
ปัจจุบัน โคลิน กิ๊บสัน ทำหน้าที่เป็นแมตช์เดย์โฮสต์ที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม และเป็นหนึ่งในบุคคลที่แฟนบอลคุ้นเคยและชื่นชอบ เขารู้สึกเหมือนได้กลับมาอยู่บ้านอีกครั้งในสโมสรที่ครั้งหนึ่งเขาเคยภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในฐานะนักเตะ