เขาย้ายจากเชลซีมาร่วมทีมเลสเตอร์ ซิตี้ หลังจากที่เชลซี เซ็นสัญญาเขามาจากคริสตัล พาเลซ ด้วยค่าตัวสถิติสโมสรในปี 1971 จิมมี่ บลูมฟิลด์ ดึงตัวเขามาที่ฟิลเบิร์ต สตรีท ในปี 1975 ซึ่งเขาอยู่กับทีมจนถึงปี 1978 ลงเล่นให้ทัพจิ้งจอกสยาม ไป 128 นัด หลังจากนั้นเขาไปค้าแข้งกับแวนคูเวอร์ ไวต์แคปส์ ก่อนกลับมาเล่นและคุมทีมคริสตัล พาเลซในเวลาต่อมา
สตีฟเริ่มเล่าถึงช่วงแรกของอาชีพว่า “ตอนเล่นฟุตบอลระดับโรงเรียน ผมถูกอาร์เธอร์ โรว์ ผู้จัดการทีมคริสตัล พาเลซเห็นแวว โค้ชของทีมคือจอร์จ เพทชี เขาคอยดูแลผมเป็นอย่างดี ผมโชคดีเพราะครูพละที่โรงเรียนยอมให้ผมเล่นให้ทีมเยาวชนของพาเลซในวันเสาร์ ทำให้ผมได้เข้าสู่ทีมเยาวชนตั้งแต่อายุยังน้อย ผมลงเล่นให้ทีม U-17 และ U-18 ตั้งแต่อายุ 15 หรือ 16 ตอนนั้นผมเป็นกองหน้า ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ฮีโร่ของผมคือเดนิส ลอว์ และจิมมี กรีฟส์ ผมได้ประเดิมทีมชุดใหญ่ในวันที่ 1 มกราคม 1966 หลังจากอายุครบ 17 ไปหมาดๆ"
“พวกเราเลื่อนชั้นขึ้นดิวิชัน 1 เดิมในปี 1969 และผมก็ได้เป็นกัปตันในปีที่สองที่เราอยู่ดิวิชัน 1 ตอนนั้นมีนักเตะเก่งๆ มากมาย เช่น จอร์จ เบสต์, เดนิส ลอว์, จิม แบ็กซ์เตอร์ และจิมมี กรีฟส์"
“ตอนผมอยู่พาเลซ ‘เบิร์ช’ (อลัน เบิร์ชนัลล์) ย้ายจากเชลซีมาร่วมทีมพร้อมกับบ็อบบี้ แทมบลิง ซึ่งก่อนที่แฟรงก์ แลมพาร์ดจะแซงขึ้นไป เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของเชลซี การได้ทั้งสองคนมาถือเป็นการเสริมทัพที่ดีมาก ผมสนิทกับเบิร์ชทันที แม้ว่าครั้งหนึ่งผมจะจุดไฟเผาหนังสือพิมพ์ที่เขากำลังอ่านในห้องแต่งตัวจนเขาวิ่งไล่ผมออกไปถึงสนามและต่อยผมหลังผมสะดุดหัวสปริงเกอร์ล้ม ภรรยาของเราก็สนิทกันดี เราไปเที่ยวด้วยกันบ่อย แม้หลังจากเราย้ายออกจากพาเลซแล้วก็ตาม”
สตีฟเซ็นสัญญากับเชลซีในเดือนกันยายน 1971 เขาย้อนเล่าว่า “เดฟ เซกซ์ตัน (ผู้จัดการทีม) กับจอร์จ เพทชีโตมาด้วยกันที่เวสต์แฮมและได้ใบประกาศโค้ชพร้อมกัน ตอนนั้นผมเล่นกองกลางแล้ว จอร์จเคยบอกเดฟเสมอว่าผมน่าจะเป็นนักเตะแบบที่เขาต้องการให้ลงคู่กับอลัน ฮัดสัน เพราะผมทำงานหนักและเติมขึ้นไปทำประตูได้"
“พาเลซออกสตาร์ตฤดูกาลนั้นได้แย่มาก ประธานสโมสร อาร์เธอร์ เวต ซึ่งเป็นคนออกเงินให้สโมสร เรียกผมไปบอกว่าสโมสรไม่มีเงิน เชลซีมาขอซื้อ และถามว่าผมจะไปไหม ค่าตัวคือ 168,000 ปอนด์ ซึ่งถือว่าสูงมากในยุคนั้น และเป็นสถิติสโมสรเชลซี ผมตอบตกลงเพราะสโมสรต้องการเงิน แต่ก็รู้สึกใจหายเหมือนกัน เบิร์ชก็โดนเรียกไปวันถัดมาและย้ายไปเลสเตอร์ ด้วยค่าตัว 100,000 ปอนด์ เงินรวม 268,000 ปอนด์นั้นทำให้พวกเขาซื้อผู้เล่นใหม่ได้ 6–7 คนและรอดตกชั้น”
ตอนนั้นสตีฟติดทีมชาติอังกฤษชุด U-23 “ผมลงเล่นเกมแรกพบเยอรมนีตะวันตกที่ฟิลเบิร์ต สตรีท เราชนะ 3-1 ผมเล่นร่วมกับไบรอัน คิดด์, โจ รอยล์, คอลิน ท็อดด์, คอลิน ซักเก็ตต์ และมิกกี มิลส์ นั่นเป็นทีมที่ดีมาก ผมติดแค่ 3 นัด แต่ก็เป็นเกียรติ น่าเสียดายที่ไม่ใช่ทีมชุดใหญ่”
เขาเล่าต่อว่าไม่ค่อยสนุกกับปีแรกที่เชลซี “ผมลงเล่นบอลถ้วยลีกไม่ได้เพราะติดคัพไท และเราก็เข้าถึงรอบชิง พอฟุตบอลยุโรป เราก็ตกรอบด้วยกฎประตูทีมเยือน แม้จะเป็นแชมป์เก่าก็ตาม ผมหลุดเข้า–ออกทีมตลอดและไม่ได้เล่นกองกลาง แถมยังรู้สึกว่านักเตะบางคนไม่ยอมรับผมในตอนแรกเพราะทีมค่อนข้างเป็นกลุ่มก้อน แต่ท้ายฤดูกาลเรายกทีมไปบาร์เบโดสหลังแพ้นัดชิงลีกคัพ วัฒนธรรมลูกหนังตอนนั้นยังเป็นยุคดื่มกัน ผมก็เข้ากลุ่มและสุดท้ายก็ได้รับการยอมรับ”
เขาอยู่เชลซีเกือบสี่ฤดูกาลและได้เป็นกัปตันทีม “พอรอน ชัวร์ต เข้ามาแทนเดฟ เซกซ์ตันและโดนปลดในเมษายน 1975 ก่อนจบฤดูกาลสามนัด เอ็ดดี แม็คครีดีเข้ามาคุม เขาดรอปนักเตะอาวุโสทั้งหมดรวมผมด้วย แล้วใช้เด็ก อย่างเรย์ วิลกินส์ มันดูแปลกมากเพราะเราต้องการแต้มหนีตกชั้น เราแพ้ท็อตแน่ม 3-1 ในนัดแรก เสมอเกมถัดมา และสุดท้ายก็ตกชั้น มันเจ็บนะ โดยเฉพาะในฐานะกัปตันแต่ไม่ได้ลงเล่น”
สตีฟจึงขอขึ้นบัญชีย้ายทีม แต่ภายหลังเปลี่ยนใจ “ผมบอกเอ็ดดีว่าผมอยากอยู่ต่อสู้แย่งตำแหน่ง แต่เขาบอกว่ามีเลสเตอร์กับโคเวนทรีติดต่อเข้ามาและคิดว่าผมน่าจะไปคุยกับพวกเขา นั่นทำให้ผมคิดว่าเขาไม่อยากให้ผมอยู่จริงๆ"
“เบิร์ชคอยยุให้ผมไปเลสเตอร์ ผมคุยกับจิมมี บลูมฟิลด์แล้วมันเป็นเรื่องที่ตัดสินใจง่ายมาก หลังจากนั้นผมก็บอกจิมมี ฮิลล์ของโคเวนทรีว่าผมให้คำมั่นกับเลสเตอร์แล้วว่าจะเซ็นให้พวกเขา”
เขาบอกว่าในสองปีแรกที่เลสเตอร์ เขาแปลกใจมากที่ทีมทำผลงานดีแต่บลูมฟิลด์กลับถูกปลด “หลังจากเป็นคนชวนผมไปเลสเตอร์ ผมก็ดันไปแย่งตำแหน่งของเบิร์ช เขาเล่นกองหลังมากขึ้นตอนนั้นเพราะวิ่งไม่ไหวแล้ว"
“การเล่นให้เลสเตอร์มันยอดเยี่ยม ผมสนุกมาก เชลซีเป็นสโมสรใหญ่ก็จริง แต่เลสเตอร์คล้ายคริสตัล พาเลซ แฟนบอลหนุนหลังทีมดีมากเหมือนตอนนี้”
สตีฟลงสนามแทบทุกนัดในสองปีแรก เริ่มตัวจริง 91 จาก 94 นัดในลีก เขาเสริมว่า “เลสเตอร์มีขุมกำลังที่ดี นักเตะหลายคนเคยเล่นในลอนดอน เช่น เดนนิส โรฟ, สตีวี เอิร์ล, จอน แซมเมลส์, เจฟฟ์ บล็อกลีย์, ผม, เบิร์ช และคีธ เวลเลอร์ ยังมีแฟรงก์ เวิร์ธิงตัน ซึ่งเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมอีกคน"
“สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือในสองฤดูกาลแรกเราทำผลงานดีมาก จบครึ่งบนทั้งสองปี แต่กลับปลดจิมมี บลูมฟิลด์ ผมรับไม่ได้เลย ไม่ได้ไม่เคารพแฟรงก์ แม็คลินท็อกที่มาคุมทีหลังนะ แต่ผมว่ามันไม่สมเหตุสมผล
“ที่เชลซี เดฟ เซกซ์ตันชอบให้เราเล่นบอลกับพื้น และจิมมี่ก็เหมือนกัน เขามาจากยุคเดียวกับเซกซ์ตัน เราเล่นกันแบบบอลสวยงาม ใช้สองปีกพาบอลขึ้นหน้าให้แฟรงก์คอยพักบอลแล้วเข้ากรอบเขตโทษ”
แม็คลินท็ อคเข้ามาคุมในปี 1977 “ผมเข้ากันได้ดีกับแฟรงก์ แต่เขามีผับสองแห่งในลอนดอนและต้องขับรถไปกลับบ่อย ทำให้ลำบากเอง"
“ผมย้ายไปแวนคูเวอร์ ไวต์แคปส์แบบยืมตัวในเดือนเมษายน 1978 จอน แซมเมลส์ก็อยู่ที่นั่น ลีก NASL ตอนนั้นมี 24 ทีม มีนักเตะระดับโลกเพียบ เช่น เบ็คเคนบาวเออร์, โครัฟฟ์, เปเล่, โรแบร์โต คาร์ลอส และเนสเกนส์ ฟุตบอล บรรยากาศ แฟนบอล ทุกอย่างยอดเยี่ยม ผมได้เดินทางไปทั่วอเมริกา สนุกมาก”
จ็อค วอลเลซ เข้ามาคุมเลสเตอร์หลังตกชั้น สตีฟเล่าว่า “จ็อคเป็นคนมองอะไรแบบตรงไปตรงมา คุณต้องทำงานหนักให้เขา ผมค่อนข้างชอบเกมที่เล่นภายใต้เขาคุมทีม"
“สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือในยุคนั้น เราออกไปเที่ยวคืนวันพุธ เล่นดาร์ต สนุกเกอร์ สกิตเทิลในคลับต่างๆ บรรยากาศฟุตบอลไม่เหมือนตอนนี้ เราใกล้ชิดแฟนบอลมาก ไปผับในเลสเตอร์ได้ แฟนจะเลี้ยงเบียร์คุณ คุณก็เลี้ยงกลับ เขาว่าคุณเล่นห่วย คุณก็บอกว่า ‘ใช่ คุณพูดถูก!’ มันเป็นอีกยุค ชีวิตนักเตะสนุกและผูกพันกันมาก”
ต่อมา เทอร์รี เวเนเบิลส์เข้ามาคุมพาเลซและดึงเขากลับไปในเดือนตุลาคม 1978 “ผมได้เล่นกับดาวรุ่งฝีมือดีหลายคน เช่น เคนนี แซนซัม และบิลลี กิลเบิร์ต ผมเป็นรุ่นใหญ่ในทีม เราเลื่อนชั้นขึ้นดิวิชัน 1 เดิมในปี 1979"
“ผมเล่นอีกหนึ่งฤดูกาลในดิวิชัน 1 แต่หลุดเข้า–ออกทีม แวนคูเวอร์อยากได้ผมอีกครั้ง แต่ผมเจ็บเข่าบนพื้นหญ้าเทียม เส้นเอ็นไขว้เสียหาย อาชีพนักเตะของผมก็จบลง จากนั้นพาเลซตั้งผมเป็นผู้จัดการทีม ผมพาทีมรอดตกชั้นและเข้าถึงรอบ 8 ทีม ในรายการเอฟเอ คัพ"
“หลังจบฤดูกาล ผมไปเที่ยวกับเบิร์ชและภรรยา ผมวางแผนปรีซีซันทั้งหมดแล้ว พยายามโน้มน้าวให้เบิร์ชเป็นผู้ช่วยผมทั้งทริป คืนสุดท้ายเขายอมตกลง แล้วเวลาประมาณเที่ยงคืน พี่เขยผมโทรมาบอกว่าผมโดนปลดแล้ว ไม่น่าเชื่อเลย! ผมบอกเบิร์ชเช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน”