อดีตผู้เล่นน่าจดจำ: กอร์ดอน แบงค์ส
จอห์น ฮัทชินสัน นักประวัติศาสตร์ของสโมสร ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับผู้รักษาประตูระดับแชมป์โลกของเลสเตอร์ ซิตี้ อย่าง กอร์ดอน แบงค์ส เมื่อปี 2018
LCFC Logo
LCFC Logo
by John Hutchinson
Published
12 Feb 2019
อดีตผู้เล่นน่าจดจำ: กอร์ดอน แบงค์ส
จอห์น ฮัทชินสัน นักประวัติศาสตร์ของสโมสร ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับผู้รักษาประตูระดับแชมป์โลกของเลสเตอร์ ซิตี้ อย่าง กอร์ดอน แบงค์ส เมื่อปี 2018
John Hutchinson
อดีตผู้เล่นน่าจดจำ: กอร์ดอน แบงค์ส
จอห์น ฮัทชินสัน นักประวัติศาสตร์ของสโมสร ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับผู้รักษาประตูระดับแชมป์โลกของเลสเตอร์ ซิตี้ อย่าง กอร์ดอน แบงค์ส เมื่อปี 2018
John Hutchinson
อดีตผู้เล่นน่าจดจำ: กอร์ดอน แบงค์ส
จอห์น ฮัทชินสัน นักประวัติศาสตร์ของสโมสร ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับผู้รักษาประตูระดับแชมป์โลกของเลสเตอร์ ซิตี้ อย่าง กอร์ดอน แบงค์ส เมื่อปี 2018
John Hutchinson
อดีตผู้เล่นน่าจดจำ: กอร์ดอน แบงค์ส
จอห์น ฮัทชินสัน นักประวัติศาสตร์ของสโมสร ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับผู้รักษาประตูระดับแชมป์โลกของเลสเตอร์ ซิตี้ อย่าง กอร์ดอน แบงค์ส เมื่อปี 2018
John Hutchinson
หลังจากการจากไปของตำนาน กอร์ดอน แบงค์ส ในวัย 81 ปี เราขอย้อนกลับไปยังบทสัมภาษณ์สุดพิเศษนี้ ซึ่งกอร์ดอนได้พูดถึงประสบการณ์ของเขากับสโมสรเชสเตอร์ฟิลด์, เลสเตอร์ ซิตี้, สโต๊ค ซิตี้ และทีมชาติอังกฤษ
ประสบการณ์เหล่านั้นรวมถึงการลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ 2 ครั้ง และรอบชิงชนะเลิศลีกคัพ 2 ครั้ง (ชนะ 1 ครั้ง) กับเลสเตอร์ ซิตี้, การคว้าแชมป์ลีกคัพกับสโต๊ค ซิตี้, การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1966, ‘การเซฟแห่งศตวรรษ’ อันโด่งดังจากลูกยิงของเปเล่ในปี 1970 และประสบการณ์ของเขากับทีม ฟอร์ต ลอเดอร์เดล สไตรเกอร์ส ในลีกอเมริกาเหนือยุคเก่า
กอร์ดอน เริ่มต้นบทสัมภาษณ์ด้วยการเล่าถึงวันแรกของเขาในวงการฟุตบอลกับเชสเตอร์ฟิลด์ ในดิวิชั่นสาม ระหว่างปี 1955 ถึง 1959
“ผมเริ่มต้นจากการไต่เต้าจากทีมเยาวชนของเชสเตอร์ฟิลด์ขึ้นมาสู่ทีมสำรอง จากนั้นผมก็ต้องไปเกณฑ์ทหาร และเมื่อออกมา สโมสรเซ็นสัญญาผมเป็นนักเตะอาชีพเต็มตัว ฤดูกาลแรกนั้น ผู้รักษาประตูตัวจริงของทีม รอนนี่ พาวเวลล์ บาดเจ็บ ผมจึงได้ลงเล่นครึ่งฤดูกาล และหลังจากนั้น เลสเตอร์ ซิตี้ ก็เข้ามา พวกเขาซื้อผมด้วยค่าตัวที่ตอนนั้นดูเหมือนจะมหาศาลมาก คือ 7,000 ปอนด์"
"ที่เลสเตอร์ตอนนั้นมีผู้รักษาประตูอีก 3-4 คน แต่ผมก็แทบจะได้ลงตัวจริงทันที และจากนั้น ทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้นสำหรับทีม ช่วงแรกเรายังไม่มีทีมที่แข็งแกร่งพอจะคว้าแชมป์ได้ แต่หลังจากนั้นประมาณ 2-3 ปี แมตต์ กิลลี่ส์ ผู้ซึ่งต้องมีแมวมองที่ยอดเยี่ยมมาก ได้นำผู้เล่นอย่าง แฟรงค์ แมคลินท็อค, เดวี่ กิบสัน และ ไมค์ สตริงเฟลโลว์ เข้ามา นั่นคือเหตุผลที่เราทะลุไปถึงรอบชิงเอฟเอคัพในปี 1961 และ 1963”
กอร์ดอน แบงค์ส ก้าวขึ้นมาเป็นผู้รักษาประตูตัวจริงของเลสเตอร์ ซิตี้ อย่างรวดเร็วในฤดูกาล 1959/60 โดยลงสนามไป 36 เกม ทั้งในลีกและเอฟเอ คัพ ในทีมที่จบอันดับ 12 ของดิวิชั่นหนึ่ง อังกฤษ ในปีนั้น ริชชี่ นอร์แมน และ แฟรงค์ แมคลินท็อค ก็ลงเล่นให้เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นฤดูกาลแรกเช่นกัน
ฤดูกาลถัดมา เลสเตอร์ ซิตี้ จบอันดับ 6 ของดิวิชั่นหนึ่ง และทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ พบกับท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์
“เรามีทีมที่แข็งแกร่ง ทั้งเกมรับและเกมรุก เรามีแฟนบอลเข้ามาเชียร์กันมากมาย ในนัดชิง เลน ชาลเมอร์ส บาดเจ็บตั้งแต่ต้นเกม และตอนนั้นยังไม่มีตัวสำรอง เราเลยเหลือแค่ 10 คนจริงๆ ในสนามเกือบตลอดทั้งเกม แต่เราก็สู้เต็มที่ ทำให้พวกเขา (สเปอร์ส) ต้องเจอความยากลำบาก แม้สุดท้ายเราจะแพ้ 2-0 จากสองประตูช่วงท้ายเกมก็ตาม เพราะสเปอร์สเป็นแชมป์ลีกอยู่แล้ว เราเลยได้สิทธิ์ไปเล่นยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ ในฤดูกาลถัดไป เราเจอกับแอตเลติโก มาดริด แม้จะไม่ได้ผลการแข่งขันที่หวังไว้ แต่การได้เล่นฟุตบอลยุโรปถือเป็นความรู้สึกที่สุดยอดสำหรับแฟนบอล"
กอร์ดอนยังพูดถึงฤดูกาล 1962/63 ที่เลสเตอร์ จบอันดับ 4 ของลีก และเข้าชิงเอฟเอ คัพ อีกครั้ง คราวนี้พบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
“มันเป็นฤดูหนาวที่โหดสุดๆ การเป็นผู้รักษาประตูในสนามที่แข็งเหมือนหิน เหมือนดำน้ำลงไปบนถนนยังไงยังงั้น แต่เราก็ปรับตัวได้ดี แม้จะเจอสภาพสนามแบบนั้น เราชนะลิเวอร์พูลของบิล แชงคลี่ย์ ในรอบรองชนะเลิศเอฟเอ คัพ ที่ฮิลส์โบโร่ ตอนนั้นพวกเขาเป็นทีมที่แข็งแกร่ง เต็มไปด้วยนักเตะระดับท็อป"
ผลงานของกอร์ดอนในรอบรองฯ นั้นยอดเยี่ยมมาก ตอนเหลืออีก 5 นัดสุดท้ายของฤดูกาล เลสเตอร์ ซิตี้ ก็รั้งจ่าฝูงของลีก แต่สุดท้ายกลับแพ้ถึง 4 เกม ทำให้หลุดจากการลุ้นแชมป์ จบอันดับ 4
“เรายังแพ้แมนฯ ยูไนเต็ด ในนัดชิงเอฟเอ คัพ ด้วย ถือเป็นความผิดหวังครั้งใหญ่ เรามีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม เราเคยไปเล่นที่เวมบลีย์เมื่อ 2 ปีก่อน เลยคิดว่านี่จะเป็นโอกาสที่ดีของเรา แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นไปตามหวัง”
และในช่วงเวลาดังกล่าว กอร์ดอนก็ได้ติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นครั้งแรก
“มันเป็นความรู้สึกที่น่าตื่นเต้นสุดๆ สำหรับผม ผมแทบไม่เชื่อเลยว่าผมจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษเร็วขนาดนั้น ตอนนั้นผมยังค่อนข้างหนุ่มอยู่เลย การได้เดินลงสนามโดยมีเสื้อทีมชาติอังกฤษอยู่บนตัว เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมสุดๆ ผมแทบไม่เชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริง เชื่อเถอะนะ ตอนนั้นมีผู้รักษาประตูอีกตั้งสี่ห้าคนที่สามารถทำหน้าที่ได้ดีเหมือนกัน ดังนั้นถ้าผมอยากรักษาตำแหน่งตัวจริงไว้ ผมต้องเล่นให้ดีสุดๆ ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เพราะไม่งั้นผู้จัดการทีมก็จะหาคนอื่นมาแทนทันที"
“การได้ใส่เสื้อทีมชาติอังกฤษคือเกียรติยศสูงสุดอยู่แล้ว แต่การได้ใส่มันในนัดชิงฟุตบอลโลก ซึ่งเป็นรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก มันสุดยอดจริงๆ ไม่มีทีมไหนรู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นในการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แต่พวกเรายืนอยู่ในอุโมงค์ที่เวมบลีย์ รอเดินลงสนาม ผมบอกเลยว่า วันนั้นมันสุดยอดมาก แล้วก็มีเสียงเชียร์กระหึ่มทั่วสนาม เสียงร้องเพลงชาติอังกฤษ แล้วพระราชินีก็ลงมาอวยพรพวกเรา และตอนจบ เราได้วิ่งไปรอบสนามพร้อมกับถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกอยู่ในมือ มันเป็นวันที่มหัศจรรย์สุดๆ ไม่มีนักเตะคนไหนในวันนั้นที่จะลืมเหตุการณ์นั้นได้เลย"
“พอกลับไปเลสเตอร์ก็มีการต้อนรับอย่างเป็นทางการที่ศาลากลาง ผมไปที่ Town Hall มีทั้งลอร์ดเมเยอร์และฝูงชนมากมายมารอต้อนรับ ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลย”
ในเดือนเมษายน ปี 1967 แฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ต้องช็อกไปตามๆ กัน เมื่อกุนซือ แมตต์ กิลลี่ส์ ตัดสินใจขาย กอร์ดอน แบงค์ส ให้กับสโต๊ค ซิตี้ เพื่อเปิดทางให้กับนายทวารดาวรุ่งอย่าง ปีเตอร์ ชิลตัน
“ปีเตอร์ ชิลตัน ดูดีมากตอนซ้อม และผมก็รู้ว่าเขาจะเป็นผู้รักษาประตูที่เก่งแน่ๆ แต่ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผู้จัดการทีมเรียกผมไปคุยส่วนตัวแล้วถามผมว่ารู้สึกยังไงถ้าจะให้ผมย้ายทีมเพื่อเปิดทางให้เขา ผมลงเล่นให้เลสเตอร์มาแล้ว ทั้งรอบชิงเอฟเอ คัพ 2 ครั้ง รอบชิงลีกคัพ 2 ครั้ง และยังเล่นในฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศอีก เขากลับอยากจะปล่อยผมออกจากทีม ผมอายุแค่ 28 กำลังอยู่ในช่วงพีคสุดๆ ของอาชีพ ผมเลยไม่อยากอยู่ในสโมสรที่ไม่ต้องการผม และรีบหาทางย้ายออกทันที โรเจอร์ ฮันท์ (กองหน้าลิเวอร์พูลที่เคยคว้าแชมป์โลกกับผม) บอกผมว่าอย่าเพิ่งเซ็นกับใคร เพราะบิลล์ แชงคลี่ย์ (ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล) จะมาหาผมแน่ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่มา ดูเหมือนว่าทางสโมสรจะไม่ยอมให้เงินเขาเพื่อเซ็นผม แม้ว่าเขาอยากได้ตัวผมจริงๆ สุดท้ายผมเลยเลือกย้ายไปสโต๊ค”
หลังจากลงเล่น 37 นัดกับทีมชาติในช่วงที่ค้าแข้งกับเลสเตอร์ ซิตี้ อาชีพในทีมชาติของกอร์ดอนก็ยังไปได้สวย จุดพีคที่สุดคือ “การเซฟแห่งศตวรรษ” ที่ป้องกันลูกโหม่งของเปเล่ ในฟุตบอลโลกปี 1970 ที่เม็กซิโก
“สภาพสนามที่เม็กซิโกเข้าทางนักเตะบราซิล สนามแข็งเหมือนพื้นปูน ผมเลยต้องฝึกให้ชินกับพื้นแข็งๆ และการเด้งของบอล ซึ่งผมทำได้ในตอนซ้อม ตอนที่เปเล่โหม่ง ผมยืนห่างเส้นประตูมาสองสามหลา เผื่อว่าลูกมันจะย้อยเข้ามาในเส้น ผมอยู่ในตำแหน่งที่ดีแล้ว ผมต้องรอให้เขาโหม่งจริงๆ ก่อน เพราะถ้าผมเดาทางพลาดแล้วเขาโหม่งไปอีกทาง ผมจะไม่มีจุดถีบตัวเลย ผมรู้ว่าลูกนั้นจะเข้าเสาแรกฝั่งขวาแน่ๆ แต่พอผมพุ่งไปทางนั้น ผมเห็นว่าบอลมันจะตกก่อนหน้าผมประมาณสองหลา ผมเลยต้องคำนวณว่าบอลจะเด้งสูงแค่ไหนจากพื้นแข็ง ผมเลยเหยียดมือสุดตัวแล้วปัดบอลออกไปได้ ตอนแรกผมนึกว่าบอลเข้าประตูไปแล้ว เพราะตอนผมล้มลงกับพื้นแข็งๆ ผมเห็นบอลลอยขึ้นไปด้านหลัง ผมคิดว่าบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายแล้ว ผมได้ยินเสียงเฮลั่นสนาม แล้วพอผมลุกขึ้น ผมเห็นบอลเด้งออกไปหลังประตู เปเล่โหม่งลูกนั้นแรงมาก ผมไม่รู้เลยว่าตอนนั้นเขาอยู่ใกล้ขนาดไหน ผมมารู้เอาทีหลัง ตอนดูคลิปในงานเลี้ยง ว่าเขาโหม่งจากใกล้ๆ จุดโทษนี่เอง ตอนนั้นผมนึกว่าเขาโหม่งจากนอกกรอบซะอีก”
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา อังกฤษเจอกับเยอรมนีตะวันตกในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งกอร์ดอนไม่ได้ลงเล่นเพราะอาหารเป็นพิษ
“ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ผมนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกับทุกคน กินอาหารเหมือนกันทุกวัน แต่ผมกลับเป็นคนเดียวที่ป่วยหนักขนาดนั้น มันเหลือเชื่อมากจริงๆ ผมทำอะไรไม่ได้เลย ผมกินอะไรไม่ลง ต้องเข้าห้องน้ำตลอดเวลา สภาพผมแย่มาก ทีมกำลังซ้อมกันอยู่ แต่ผมทำไม่ได้ ต้องนอนอยู่แต่ในห้อง อัลฟ์ แรมซีย์ พยายามให้ผมลองทดสอบความฟิตดู ผมก็บอกว่าจะลองดู แต่ตอนประชุมทีมที่เขาประกาศให้ผมลงเล่น เหงื่อผมออกท่วมตัวเลย รู้สึกแย่มาก เขาเดินมาถามว่า ผมไหวไหม? ผมก็บอกว่า ไม่ไหว เขาเลยบอกว่า งั้นผมเสี่ยงไม่ได้ สุดท้าย ปีเตอร์ โบเน็ตติ ต้องลงเล่นแทนแบบกะทันหัน นั่นแหละทำไมผมถึงไม่เคยโทษเขาเลย”
แม้ว่าทีมชาติอังกฤษจะนำอยู่ 2-0 แต่สุดท้ายก็แพ้เยอรมนีตะวันตก 3-2
“มันน่าเสียดายที่อัลฟ์ทำพลาดไปนิดหน่อย เราไม่เคยแพ้เยอรมนีตะวันตกเลย ตอนนั้นเรานำอยู่ 2-0 แต่เขาตัดสินใจเปลี่ยน มาร์ติน ปีเตอร์ส กับ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ออก เพื่อถนอมสภาพร่างกายของทั้งคู่ นั่นแหละตอนที่เราพลาด”
จากนั้น กอร์ดอน ก็เล่าถึงช่วงที่คว้าแชมป์ลีกคัพกับสโต๊ค ซิตี้ ในปี 1972
“มันยอดเยี่ยมมากสำหรับผม ตอนนั้นผมย้ายไปอยู่กับสโต๊ค เพราะผมแทบรอไม่ไหวที่จะออกจากเลสเตอร์ หลังจากที่พวกเขาไม่ต้องการผมอีก มันรู้สึกดีจริงๆ ที่ได้เดินลงอุโมงค์เพื่อไปเล่นในนัดชิงลีกคัพกับสโมสรที่ไม่เคยเข้าชิงในรอบกว่า 100 ปีของการเล่นฟุตบอลอาชีพ เราเป็นทีมรองบ่อน เจอกับเชลซี แล้วเราก็ชนะ ได้พาถ้วยแชมป์กลับไปสโต๊ค ผู้คนที่นั่นบ้าคลั่งกันไปหมดเลย ผมรู้สึกตื่นเต้นและดีใจกับพวกเขาจริง ๆ มันยอดเยี่ยมมาก"
"มันยังเป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่ผมได้รับรางวัลนักฟุตบอลแห่งปีในฤดูกาลนั้น การได้รับรางวัลแบบนี้มันสุดยอดจริงๆ”
ต้นฤดูกาลถัดมา กอร์ดอน ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างหนัก
“มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด น่าเสียดายที่ผมต้องเสียตาไปข้างหนึ่ง แม้ว่าผมจะเลิกเล่นฟุตบอลที่นี่ แต่ผู้จัดการทีมก็ให้ผมทำหน้าที่โค้ชทีมเยาวชน ซึ่งผมรักมันทุกนาทีเลย ผมรักมันจริงๆ แต่หลังจากนั้น ผมก็โดนชักชวนให้ไปเล่นที่อเมริกา ทั้งที่มองเห็นแค่ตาข้างเดียว เราคว้าแชมป์ลีกกับ ฟอร์ต ลอเดอร์เดล ได้ แล้วเดาสิว่าในลีกนั้นมีใครเล่นอยู่บ้าง? เปเล่, เบ็คเคนบาวเออร์, คาร์ลอส อัลแบร์โต้ และ ชินญาเกลีย แต่เราชนะลีก นักเตะที่มีชื่อเสียงที่สุดในทีมเราก็มีแค่ เอียน คัลลาฮาน จากลิเวอร์พูล และผมยังได้รางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมอีกด้วย”

ข่าวล่าสุด

รูปล่าสุด

วิดีโอล่าสุด

สนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

ฟิลเบิร์ต เวย์

เลสเตอร์

LE2 7FL

สโมสร

สโมสร

เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมหญิง

เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมหญิง

แอป

King Power Stadium,

Filbert Way,

Leicester

LE2 7FL

Club >

Men >

Women >

Community>

App >