พอล บุตรชายของแฟรงค์ ได้พูดคุยกับจอห์น ฮัทชินสัน นักประวัติศาสตร์ประจำสโมสร และเล่าย้อนรำลึกถึงเส้นทางค้าแข้งอันน่าทึ่งของผู้เป็นพ่อ ซึ่งลงสนามรวมแล้วเกือบ 300 นัดให้กับทั้งทัพ จิ้งจอกสยาม และนอร์ทแฮมป์ตัน
ในฤดูกาล 1967/68 แฟรงค์ ลาร์จ กองหน้าตัวเป้า ได้กลายมาเป็นขวัญใจของแฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี้ จากการลงเล่นในศึกดิวิชั่น 1 เดิม นอกจากนี้เขายังมีช่วงเวลาค้าแข้งกับ นอร์ทแฮมป์ตัน ทาวน์ ถึงสามช่วงด้วยกัน
ช่วงเวลาเหล่านั้นได้แก่ ฤดูกาลเลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 3 ในปี 1962/63, ฤดูกาลตกชั้นจากดิวิชั่น 2 ในปี 1966/67 และในช่วงท้ายของอาชีพค้าแข้ง อีกสามฤดูกาลในดิวิชั่น 4 ระหว่างปี 1969 ถึง 1972 โดยแฟรงค์ ลงสนามรวมกันถึง 286 นัดให้กับนอร์ทแฮมป์ตันและเลสเตอร์ พร้อมยิงไป 97 ประตู และยังคงเป็นที่จดจำด้วยความรักและผูกพันจากแฟนบอลของทั้งสองสโมสร
แฟรงค์ ได้เสียชีวิตลงอย่างน่าเศร้าด้วยวัย 63 ปี เมื่อปี 2003 แต่พอล ลูกชายของเขา ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับอาชีพค้าแข้งของพ่อในชื่อ ‘Have Boots, Will Travel’ ได้มาเปิดใจพูดคุยกับสโมสรอย่างละเอียดเกี่ยวกับพ่อของเขา
เมื่อครั้งที่แฟรงค์ เซ็นสัญญากับเลสเตอร์ ซิตี้ ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1967 เขามีอายุ 27 ปีและไม่เคยลงเล่นในลีกสูงสุดมาก่อน โดยผ่านการค้าแข้งกับ ฮาลิแฟกซ์ ทาวน์, ควีนส์พาร์ค เรนเจอร์ส, นอร์ทแฮมป์ตัน ทาวน์, สวินดอน ทาวน์, คาร์ไลล์ ยูไนเต็ด, โอลด์แฮม แอธเลติก และกลับไปนอร์ทแฮมป์ตันอีกครั้ง
เมื่อนึกย้อนถึงเรื่องนี้ พอลเล่าให้ฟังว่า "หลังจากผ่านไป 6 เดือนในฤดูกาลแรกที่ลอฟตัส โร้ด พ่อของผมก็ย้ายทีมอีกครั้ง (ในเดือนกุมภาพันธ์ 1963) โดยคราวนี้ย้ายไป นอร์ทแฮมป์ตัน ทาวน์ ซึ่งในตอนนั้นกำลังลุ้นเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 2
"เขารู้สึกว่าวิธีการเล่นฟุตบอลทางตอนใต้ รวมถึงที่ควีนส์พาร์ค นั้นแตกต่างออกไป เขาบอกว่าพวกเขาไม่ได้เห็นคุณค่าในความทุ่มเททำงานหนักของเขามากเท่ากับที่ผู้คนทางตอนเหนือเห็น มีคำกล่าวถึงแฟรงค์ว่า เขาได้รับเสียงเชียร์ทางตอนเหนือ ได้รับเสียงโห่ทางตอนใต้ และเป็นที่รักในแถบมิดแลนด์ส ซึ่งแฟนบอลที่นอร์ทแฮมป์ตัน และเลสเตอร์ ต่างก็หลงรักเขาอย่างแท้จริง"
สามเดือนหลังจากเซ็นสัญญาร่วมทีมของ เดฟ โบเวน ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1963 นอร์ทแฮมป์ตัน ก็คว้าแชมป์ดิวิชั่น 3 พร้อมคว้าตั๋วเลื่อนชั้นสู่ลีกระดับสองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
"เดฟ โบเวน ผู้จัดการทีมนอร์ทแฮมป์ตัน ได้ตัวพ่อของผมมาด้วยความบังเอิญ" พอลเล่าต่อ "เขาพยายามจะเซ็นสัญญากับกองหน้าอีกคนหนึ่ง แต่นักเตะคนนั้นบาดเจ็บ เขาจึงยื่นข้อเสนอซื้อพ่อของผมแทน ในปีนั้นเกิดเหตุการณ์ฤดูหนาวรุนแรง และประตูต่างๆ ที่พ่อทำได้ตลอดช่วงที่เหลือของฤดูกาลนั้นก็ช่วยพานอร์ทแฮมป์ตันคว้าแชมป์ดิวิชั่น 3 ได้สำเร็จ"
ในเดือนมีนาคม ปี 1964 แฟรงค์ย้ายไปสวินดอนเป็นเวลา 6 เดือน ก่อนจะเซ็นสัญญากับคาร์ไลล์ในเดือนกันยายน ปี 1964 และช่วยพาทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 3 ในปี 1965
จากนั้นพอลย้อนความหลังถึงตอนที่แฟรงค์ย้ายไป โอลด์แฮม แอธเลติก ในเดือนธันวาคม ปี 1965 ว่า "เคน เบตส์ ผู้โด่งดัง (ซึ่งต่อมากลายเป็นเจ้าของและประธานสโมสรเชลซีและลีดส์ ยูไนเต็ด เป็นคนเซ็นสัญญาคว้าตัวเขาไป พ่อของผมทำผลงานได้ดีมากที่โอลด์แฮม ผมคิดว่าเขายิงเฉลี่ยได้หนึ่งประตูในทุกๆ สองนัด และแฟนบอลก็รักเขามาก"
"แต่แล้ว หนึ่งปีต่อมา (ในเดือนธันวาคม 1966) เขากลับถูกขายแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย นอร์ทแฮมป์ตันซึ่งเพิ่งตกชั้นหลังขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 1 เดิมได้เพียงฤดูกาลเดียว และกำลังดิ้นรนเพื่ออยู่รอดในดิวิชั่น 2 ต้องการตัวเขากลับไป ด้วยความเป็นนักธุรกิจของ เคน เบตส์ เขาจึงยอมขายพ่อของผมเพื่อฟันกำไร 5,000 ปอนด์"
นอร์ทแฮมป์ตันตกชั้นจากดิวิชั่น 2 เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลแรก แต่ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1967 จู่ๆ เขาก็พบว่าตัวเองได้ก้าวกระโดดจากดิวิชั่น 3 ขึ้นสู่ลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษเมื่อเซ็นสัญญากับเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งในตอนนั้นเลสเตอร์ กำลังมีฤดูกาลที่ไม่สู้ดีนัก โดยรั้งอันดับที่ 18 ในดิวิชั่น 1
พอลเล่าถึงการย้ายสู่เลสเตอร์ ของแฟรงค์: "เกรแฮม คาร์ เป็นเพื่อนร่วมทีมของพ่อที่นอร์ทแฮมป์ตัน เขาเป็นคุณพ่อของ อลัน คาร์ นักแสดงตลกชื่อดัง และต่อมาเขาก็ได้เป็นผู้จัดการทีมของนอร์ทแฮมป์ตัน รวมถึงเป็นผู้อำนวยการร่วมของสโมสรด้วย
"เขาเป็นเพื่อนสนิทของพ่อ และเคยเล่าให้ผมฟังว่าก่อนที่พ่อจะเซ็นสัญญากับเลสเตอร์ ไม่นาน พ่อได้ลงเล่นในเกมเยือนที่บาร์โรว์ เขาบอกว่ามันเป็นโปรแกรมแข่งที่แย่ที่สุดในลีก เพราะมันอยู่ไกล ต้องใช้เวลาเดินทางนานมาก และอากาศก็หนาวเหน็บอยู่เสมอ"
"เกรแฮมบอกว่าพวกเขาดื่มกันไปนิดหน่อยในคืนก่อนแข่ง และในวันถัดมา พ่อก็เล่นได้แย่สุดๆ จนทีมแพ้ไป 0-4 ในมุมมองของเกรแฮมคิดว่า ถ้าหาก แมตต์ กิลลีส์ ผู้จัดการทีมเลสเตอร์ ได้มาดูฟอร์มพ่อในนัดนั้น เขาคงไม่มีทางเซ็นสัญญาคว้าตัวพ่อไปแน่ๆ!"
เลสเตอร์ ซิตี้ เซ็นสัญญาคว้าตัวแฟรงค์มาด้วยค่าตัว 20,000 ปอนด์ เพียงไม่กี่วันก่อนที่เขาจะลงประเดิมสนามนัดแรกให้ทัพจิ้งจอกสยาม ในเวลานั้นพวกเรากำลังโลดแล่นอยู่ในลีกสูงสุดติดต่อกันเป็นฤดูกาลที่ 11 โดยมีผู้เล่นฝีเท้าชั้นยอดมากมาย อาทิ ปีเตอร์ ชิลตัน, ปีเตอร์ โรดริเกส, เดวิด นิช, บ็อบบี้ โรเบิร์ตส์, จอห์น สโจเบิร์ก, เกรแฮม ครอสส์, เดวี่ กิบสัน และ ไมค์ สตริงเฟลโลว์ นอกจากนี้ เลน โกลเวอร์ ปีกตัวจี๊ดยังได้เซ็นสัญญาตามมาไม่นานหลังจากที่แฟรงค์ย้ายมายังฟิลเบิร์ต สตรีท
"การย้ายมาเลสเตอร์ จากนอร์ทแฮมป์ตัน ถือเป็นการย้ายทีมที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับพ่อ" พอลย้อนรำลึก "เลสเตอร์คือหนึ่งในทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอังกฤษยุคทศวรรษ 1960 โดยเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ถึง 3 ครั้ง, ชิงลีกคัพ 2 ครั้ง, ทำผลงานได้ดีในลีก และได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรป การย้ายทีมครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันอีกครั้ง ผมอายุแค่ 5 ขวบตอนที่พ่อย้ายมาเลสเตอร์ และตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งเริ่มตระหนักได้ว่าพ่อของผมมีชื่อเสียงมากขนาดไหน!"
แฟรงค์ อยู่ที่ฟิลเบิร์ต สตรีท เพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น ทว่าผลงานอันโดดเด่นตลอดช่วงเวลานั้นทำให้ชื่อของเขาจะคงอยู่ในความทรงจำตลอดกาลของแฟนบอลเลสเตอร์ ที่หลงรักในความกล้าหาญของเขา สไตล์การเล่นที่ดุดัน วิ่งชนแหลก ตรงไปตรงมา และทรงพลังอย่างบ้าคลั่งของเขาสามารถข่มขวัญกองหลังคู่แข่งได้เสมอ เขามีพลังงานที่ล้นเหลืออย่างยิ่ง
"เขาทำงานหนักมาก เขาเล่นลูกกลางอากาศได้ยอดเยี่ยม แข็งแกร่งดั่งสิงโต และมีความเป็นนักสู้อย่างที่สุด เขาไร้ซึ่งความกลัว เขาสามารถวิ่งชนกำแพงอิฐได้เลย ซึ่งดั้งจมูกที่หักยับเยินของเขาก็เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เขากลายเป็นขวัญใจมหาชนที่ฟิลเบิร์ต สตรีท ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังผลงานระดับวีรบุรุษในเกมเอฟเอ คัพ นัดที่เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้"
แฟรงค์ พลาดการลงสนามในเกมลีกและบอลถ้วยไปเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นนับตั้งแต่วันที่เซ็นสัญญากับเลสเตอร์ จนกระทั่งอำลาฟิลเบิร์ต สตรีท ในเดือนมิถุนายน ปี 1968 เขาไม่เคยปล่อยให้อาการบาดเจ็บมารบกวนการลงเล่น ในวิดีโอบนยูทูปเกี่ยวกับพ่อของเขา พอลได้ยกคำพูดจากหนังสือพิมพ์ Daily Express ที่สรุปทัศนคติต่อเกมฟุตบอลของแฟรงค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนบอลและเพื่อนร่วมทีมต่างรักเขาอย่างสุดหัวใจ
รายงานของ เดลี เอ็กซ์เพรส ระบุไว้ว่า: 'ลาร์จ เดินเข้ามาที่ฟิลเบิร์ต สตรีท ด้วยสภาพดั้งจมูกหัก, ตาเห็นภาพซ้อน, ตาเขียวช้ำ, คิ้วแตกมีรอยเย็บ และขาระบมไปหมด แต่เขากลับบอกกับ เบิร์ต จอห์นสัน ผู้ช่วยผู้จัดการทีมว่า "ผมพร้อมลงเล่นเกมวันเสาร์นี้กับเชลซีแน่นอน ไม่ต้องห่วง"'
ในเดือนมิถุนายน ปี 1968 สถานการณ์บีบบังคับให้แฟรงค์ ต้องอำลาเลสเตอร์ เพื่อเซ็นสัญญากับ ฟูแล่ม ซึ่งเพิ่งตกชั้นลงมาจากลีกสูงสุด
เมื่อนึกย้อนกลับไป พอลกล่าวว่า: "มันทำให้พ่อใจสลายมากที่ต้องย้ายออกจากเลสเตอร์ เบิร์ต จอห์นสัน อยากให้เขาอยู่ต่อ แต่ แมตต์ กิลลีส์ ต้องการจ่ายเงินค่าตัวสถิติเกาะอังกฤษให้กับฟูแล่มเพื่อดึงตัว อัลลัน คลาร์ก กองหน้าของพวกเขามา สิ่งนี้ทำให้พ่อตกอยู่ภายใต้ความกดดันที่ต้องย้ายไปฟูแล่ม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของดีลการนำคลาร์กมายังเลสเตอร์ ในยุคสมัยนั้นคุณไม่มีเอเยนต์คอยดูแลผลประโยชน์ให้หรอก พอจบฤดูกาล ฟูแล่มก็ขายเขาต่อไปให้นอร์ทแฮมป์ตัน (ในเดือนสิงหาคม 1969) ด้วยค่าตัว 14,000 ปอนด์"
ช่วงเวลาคำรบสามและครั้งสุดท้ายของแฟรงค์ กับนอร์ทแฮมป์ตัน ซึ่งในตอนนั้นอยู่ในดิวิชั่น 4 ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ฤดูกาล หลังจากนั้นเขาได้ย้ายไปลงเล่นให้กับ เชสเตอร์ฟิลด์, บัลติมอร์ โคเม็ตส์ และทีมเคตเทอริงของ รอน แอตกินสัน ก่อนจะแขวนสตั๊ดเลิกเล่นในปี 1974 โดยได้รับการยกย่องให้เป็นตำนานของทั้งเลสเตอร์ ซิตี้ และ นอร์ทแฮมป์ตัน ทาวน์