พอล เป็นที่จดจำของแฟนบอล เลสเตอร์ ซิตี้ จากสไตล์การเล่นอันเปี่ยมไปด้วยทักษะและความสามารถเฉพาะตัว ในยุคของ แมตต์ กิลลี่ส์, แฟรงค์ โอฟาร์เรลล์ และ จิมมี่ บลูมฟิลด์ ในช่วงระหว่างปี 1964 ถึง 1972
ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางฟุตบอลอาชีพ ในสมัยที่เป็นนักเรียนที่โรงเรียนวิกเกสตัน แกรมม่าร์ สคูล โอกาสในการเล่นฟุตบอลของพอล ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากโรงเรียนเน้นการเล่นกีฬารักบี้ยูเนียนเป็นหลัก ถึงกระนั้น เขากลับทำผลงานในกีฬารักบี้ได้อย่างโดดเด่น จนได้รับโอกาสทดสอบฝีเท้าในระดับเทศจังหวัด ในตำแหน่งฟลายฮาล์ฟ
เดฟ แอปเปิลตัน น้องชายของ โคลิน แอปเปิลตัน กัปตันทีมเลสเตอร์ในยุคนั้น ได้แนะนำพอล สู่สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ทำให้เขาได้มาร่วมทดสอบฝีเท้าที่สนามฟิลเบิร์ต สตรีท ในวัย 16 ปี และในวันแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ของพวกเราในปี 1963 เขาก็ได้รับข้อเสนอสัญญาเป็นนักเตะฝึกหัดของทีม
เขามีพัฒนาการที่รวดเร็วอย่างยิ่ง โดยได้ไปทดสอบฝีเท้าในระดับเยาวชนทีมชาติอังกฤษในตำแหน่งปีก และประเดิมสนามในทีมชุดใหญ่ให้กับสโมสรด้วยวัยเพียง 18 ปี ในเกมพบกับ แอสตัน วิลลา เมื่อเดือนเมษายน 1965 เขายิงประตูแรกในสีเสื้อ จิ้งจอกสยามได้ในเกมพบ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส เมื่อเดือนเมษายน 1966 ก่อนที่ประตูแรกของเขาที่สนามฟิลเบิร์ต สตรีท จะตามมาหลังจากนั้นไม่นานในเกมดวลกับ เอฟเวอร์ตัน
การลงเล่นในลีกดิวิชั่นหนึ่งเดิม ทำให้พอล ได้ร่วมวาดลวดลายในสนามเคียงข้างและประชันฝีเท้ากับยอดนักเตะระดับตำนานของทีมคู่แข่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นชุดแชมป์โลกอย่าง บ็อบบี้ มัวร์, เจฟฟ์ เฮิร์สต์ และ มาร์ติน ปีเตอร์ส ตลอดจน บ็อบบี้ ชาร์ลตัน, เดนิส ลอว์ และ จอร์จ เบสต์ นอกจากนี้ บิลล์ แชงคลีย์ ผู้จัดการทีมระดับตำนานของลิเวอร์พูล ยังเคยยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งในสี่ดาวรุ่งของลีกดิวิชั่นหนึ่งที่น่าจับตามองที่สุดอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เส้นทางอาชีพของพอล กลับต้องสะดุดลงด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บ เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดกระดูกอ่อนข้อเข่าออกไปถึง 2 ครั้งก่อนอายุครบ 21 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเร็วและความเฉียบคม จนทำให้เขาต้องขยับตำแหน่งเข้าไปเล่นเป็นกองกลาง
ฤดูกาลที่ดีที่สุดของเขากับ เลสเตอร์ ซิตี้ คือฤดูกาล 1969/70 โดยเขาลงสนามไปถึง 33 นัดในยุคของ แฟรงค์ โอฟาร์เรลล์ ซึ่งทีมพลาดการเลื่อนชั้นแบบอัตโนมัติไปอย่างเฉียดฉิว ทว่าโอกาสลงสนามของเขากลับลดน้อยถอยลงในเวลาต่อมาเนื่องจากอาการบาดเจ็บเรื้อรัง
เขาย้ายไปเล่นแบบยืมตัวกับ เซาธ์เอนด์ ยูไนเต็ด ในเดือนกันยายน 1972 เป็นเวลาสามเดือน ก่อนจะย้ายร่วมทีม แมนส์ฟิลด์ ทาวน์ แบบถาวร ในระหว่างช่วงเวลาที่สนามฟีลด์ มิลล์ แม้ว่าเขาจะต้องเข้ารับการผ่าตัดกระดูกอ่อนข้อเข่าเป็นครั้งที่ 3 ทันทีหลังจากย้ายมาร่วมทีม แต่พอล ก็ยังเป็นคีย์แมนคนสำคัญของทัพ "เดอะ สแทกส์" พาทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่นสี่ในปี 1974 (ซึ่งโค้ชของเขายกย่องว่าเขา 'เก่งที่สุดในดิวิชั่นแบบทิ้งห่างคนอื่นไม่เห็นฝุ่น') และก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์ดิวิชั่นสามได้อีกครั้งในปี 1977
หลังจากลงเล่นในเกมลีกให้แมนส์ฟิลด์ ไป 124 นัด พอลได้ย้ายไปร่วมทีม ร็อตเธอร์แฮม ยูไนเต็ด ก่อนจะถูกปล่อยยืมตัวให้ นอร์ทแฮมป์ตัน ทาวน์ ในเดือนมีนาคม 1978 เพื่อไปร่วมงานกับอดีตเพื่อนร่วมทีมเลสเตอร์ อย่าง ไคลฟ์ วอล์กเกอร์, จอห์น ฟาร์ริงตัน และ อลัน วูลเล็ตต์ ทว่าการตรวจร่างกายไม่ผ่านทำให้เขาพลาดโอกาสย้ายไปร่วมทัพ "เดอะ คอบเบลอร์ส" แบบถาวร
หลังแขวนสตั๊ดจากฟุตบอลอาชีพ พอลยังคงลงเล่นให้กับ เอนเดอร์บี ทาวน์ และ อ็อดบี ทาวน์ รวมถึงรับหน้าที่ฝึกสอนให้กับทีม ไฟรเออร์ เลน โอลด์ บอยส์ ต่อมาในขณะที่เขาทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อให้กับบริษัทวิศวกรรมด้านเสียง เขายังทำหน้าที่เป็นแมวมองให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ และรับหน้าที่เป็นโค้ชทีมรุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี (U-13) ในอะคาเดมีของทีมเป็นเวลา 1 ปี ในยุคที่มี เดวิด นิช ทำหน้าที่ดูแล
จนกระทั่งถึงช่วงสิ้นสุดฤดูกาลที่ผ่านมา พอลยังคงเดินทางเข้ามาชมเกมในบ้านของเลสเตอร์ อย่างสม่ำเสมอ เป็นเวลานานกว่า 60 ปี นับตั้งแต่วันที่เขาได้ชมเกมแรกที่อัฒจันทร์ฝั่งเดอะ ค็อป ของสนามฟิลเบิร์ต สตรีท ในฐานะแฟนบอลรุ่นเยาว์
พวกเราทุกคนที่สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ขอส่งกำลังใจและความอาลัยไปยัง จินนี่ ภรรยาของพอล, แคลร์, หลุยส์ และ เคท ลูกสาวทั้งสามคน รวมถึงเพื่อนของเขา ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าและสูญเสียนี้