หากจะมองหายอดนักเตะที่สะท้อนถึงยุคสมัยแห่งความมุ่งมั่นของเลสเตอร์ ซิตี้ ในถิ่นฟิลเบิร์ต สตรีท ชื่อของ พอล แรมซีย์ หรือที่เพื่อนร่วมทีมเรียกกันว่า "เพ็ญญ่า" คือชื่อที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาด้วยความเคารพเสมอ เขาคือนักเตะที่ไม่ได้มีดีแค่พรสวรรค์ แต่ยังมีเรื่องราวชีวิตที่เหมือนกับบทภาพยนตร์ ตั้งแต่การย้ายทีมในวัยเยาว์ไปจนถึงการก้าวสู่เวทีระดับโลก
พอล เติบโตมาในเมืองเดอร์รี และเริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับทีมเยาวชน เดอร์รี่ แอธเลติก จนกระทั่งในปี 1978 โชคชะตาได้พาเขาข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเลสเตอร์ ผ่านการแนะนำของแมวมองที่รู้จักกับ จ็อค วอลเลซ กุนซือระดับตำนานของจิ้งจอกสยาม
ความสัมพันธ์ระหว่างพอลกับจ็อคนั้นลึกซึ้งเกินกว่าแค่ลูกน้องกับเจ้านาย พอลเล่าว่าจ็อคคือผู้ที่ให้โอกาสเขาเซ็นสัญญาอาชีพในปี 1980 และเป็นที่ปรึกษาที่ซื่อสัตย์เสมอมา
ในฤดูกาล 1982/83 เลสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ กอร์ดอน มิลน์ ต้องต่อสู้เพื่อเลื่อนชั้นกลับสู่ดิวิชั่นหนึ่ง พอลในตอนนั้นสวมบทบาทแบ็กขวาจอมบุก และกลายเป็นตัวแปรสำคัญ ในนัดรองสุดท้ายที่พบกับโอลด์แฮม แอธเลติก
เขาทำประตูสุดสำคัญจากการประสานงานแบบ "One-Two" กับยอดกองหน้าอย่าง อลัน สมิธ ก่อนจะสับไกเข้าไปตุงตาข่าย ประตูนั้นไม่เพียงแต่ช่วยให้ทีมชนะ แต่ยังเป็นเชื้อไฟสำคัญที่ทำให้เลสเตอร์ รักษาสถิติไม่แพ้ใคร 15 นัดรวดจนคว้าตั๋วเลื่อนชั้นได้สำเร็จ
เส้นทางทีมชาติของพอลนั้นเหลือเชื่อยิ่งกว่านิยาย เขาติดทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ ครั้งแรกเพียงเพราะ จิมมี่ นิโคล นักเตะตัวจริงติดพายุหิมะอยู่ที่โตรอนโตจนบินกลับมาไม่ทัน พอลจึงถูกเรียกตัวแบบด่วนจี๋ให้ลงเล่นนัดเปิดตัวกับออสเตรีย
ในเกมนัดนั้น เขาได้รับบทเรียนราคาแพงจากยอดนายทวาร แพต เจนนิงส์ เจนนิงส์สั่งกำชับว่า "พอล ถ้าข้าเรียกบอล ห้ามแตะมันเด็ดขาด!" แต่ด้วยความหึกเหิม พอลแอบสะกิดบอลเล่นนิดเดียว จนโดนเจนนิงส์ตะโกนด่าสนั่นสนาม อย่างไรก็ตาม บทเรียนในวันนั้นทำให้เขาเติบโตจนก้าวไปมีชื่อในขุนพลชุดลุย ฟุตบอลโลก 1986 ที่เม็กซิโก แม้จะไม่ได้ลงสนามแต่การได้ฝึกซ้อมร่วมกับยอดนักเตะระดับโลกก็คือเกียรติประวัติสูงสุด
ปี 1987 แม้จะเป็นปีที่น่าเศร้าเพราะเลสเตอร์ต้องตกชั้น แต่พอล แรมซีย์ ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แฟนบอลด้วยการคว้าตำแหน่ง ประตูยอดเยี่ยมแห่งปี ในนัดที่พบกับ คิวพีอาร์ เขาเห็นผู้รักษาประตูออกมาไกลจากเส้น จึงตัดสินใจใช้ข้างเท้าด้านนอกชิพบอลข้ามหัวเข้าไปอย่างเหนือชั้น พอลเล่าว่ารางวัลนี้คือสิ่งที่เขาภูมิใจมาก และยังคงเก็บโล่รางวัลนั้นไว้เป็นอย่างดีเพื่อระลึกถึงความสวยงามของฟุตบอลในยุคนั้น
แม้พอล จะยอมรับว่าทีมในยุคดิวิชั่นหนึ่ง ของเขาขาดความคงเส้นคงวา (บางวันชนะลิเวอร์พูลที่แอนฟิลด์ แต่บางวันแพ้ทีมเล็ก) แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อ พอลให้เครดิตกุนซืออย่างกอร์ดอน มิลน์ ที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้เขาเสมอ โดยเฉพาะในวันที่เขาฟอร์มหลุด มิลน์จะปลอบเขาว่า "ไม่ต้องกังวลลูกชาย นี่ไม่ใช่เกมที่แย่ที่สุดที่แกจะเจอ และมันก็ไม่ใช่เกมสุดท้ายแน่นอน"
พอล แรมซีย์ คือนักเตะที่เล่นด้วย "หัวใจ" เขาอาจไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียงก้องโลก แต่ความจงรักภักดี ความสารพัดประโยชน์ และความเป็นสุภาพบุรุษนักกีฬา ทำให้เขายังคงเป็นหนึ่งในตำนานที่น่าภาคภูมิใจของเลสเตอร์ ซิตี้ จนถึงปัจจุบัน