ในคอลเลคชั่นของสโมสรมีสำเนานิตยสาร The Champion ซึ่งเป็นนิตยสารรายสัปดาห์สำหรับเด็กผู้ชายของอังกฤษ ที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 1922 ถึง 1955 ฉบับนี้ถูกตีพิมพ์เมื่อเกือบ 87 ปีที่แล้ว ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1936
นิตยสารมีทั้งหมด 28 หน้า ประกอบด้วยนิยายผจญภัย 7 เรื่อง พร้อมภาพประกอบวาดเส้น และยังมีบทความเต็มหน้าแบบสามคอลัมน์ ตัวหนังสือสีน้ำเงินขนาดเล็กมาก ใช้ชื่อว่า ‘นักเตะดาวเด่นและสโมสรของพวกเขา: สัปดาห์นี้ เลสเตอร์ ซิตี้’
บทความนี้นำเสนอภาพรวมของทีม 'เดอะ ฟิลเบิร์ตส์' ในฤดูกาล 1935/36 โดยเริ่มจากสรุปประวัติศาสตร์ของสโมสร ตั้งแต่ก่อตั้ง พร้อมเน้นเหตุการณ์สำคัญ เช่น การเลื่อนชั้นของ เลสเตอร์ ฟอสส์ ในปี 1908 และฤดูกาล 1929 ที่พลาดแชมป์ลีกไปอย่างน่าเสียดาย ด้วยการจบอันดับสองตามหลัง เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ เพียงหนึ่งแต้ม
ต่อมาบทความกล่าวถึงสถานการณ์ของทีมในปัจจุบัน ที่เพิ่งตกชั้นจากดิวิชั่นหนึ่ง (ลีกสูงสุด) ลงมาเล่นในดิวิชั่นสองเมื่อฤดูกาลก่อน หลังจากที่อยู่ในลีกสูงสุดมานานถึง 10 ปี จากนั้นจึงเริ่มแนะนำตัวผู้เล่นของทีมชุดใหญ่
การแนะนำตัวผู้เล่นแบ่งตามระบบ 2-3-5 ซึ่งเป็นระบบยุคเก่าที่ใช้กองหลังสองคน กองกลางสามคน และกองหน้าห้าคน โดยเริ่มจากผู้รักษาประตู อเล็กซ์ ‘แซนดี้’ แมคลาเรน ที่บทความบรรยายว่าเป็น ‘ยักษ์ใหญ่ชาวสก็อต’
สองกองหลังคือ ได โจนส์ และ อเล็กซ์ ‘แซนดี้’ วู้ด โดยบทความระบุว่า โจนส์เป็นแบ็กทีมชาติเวลส์ ที่ก่อนหน้านี้ถูกหลายสโมสรในลอนดอนมองข้าม แต่กลับกลายมาเป็นกำลังหลักของเลสเตอร์ ส่วนวู้ดเคยลงเล่นให้ทีมชาติสหรัฐอเมริกาในศึกฟุตบอลโลกปี 1930 และปัจจุบันเปิดร้านขายบุหรี่ในเมืองเลสเตอร์
นักเตะในตำแหน่งกองกลางสามคนที่ถูกกล่าวถึงในบทความ ได้แก่ เซ็ปติมัส ‘เซ็ป’ สมิธ (กองกลางฝั่งขวา), โรเจอร์ เฮย์วูด (เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ) และ เพอร์ซี่ โกรฟเนอร์ (กองกลางฝั่งซ้าย) ซึ่งในบทความสะกดชื่อผิดเป็น ฟิล
บทความระบุว่า เซ็ป มีพี่น้องชายอีกสามคนที่เป็นนักฟุตบอลอาชีพในขณะนั้น ได้แก่ แจ็ค และ วิลลี่ ที่ในปี 1936 เล่นให้กับบอร์นมัธและพอร์ตสมัธตามลำดับ และ ทอม แห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและนอแธมป์ตัน ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน
ที่น่าแปลกใจคือ บทความไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในรอบรองชนะเลิศเอฟเอ คัพ ปี 1934 ที่เซ็ปเคยลงสนามพบกับพี่ชายของเขา แจ็ค และ วิลลี่ ที่ขณะนั้นเล่นให้กับพอร์ตสมัธทั้งคู่ หรือแม้แต่การที่ แจ็ค เคยติดทีมชาติอังกฤษ (ซึ่งเซ็ปก็ติดทีมชาติในปีเดียวกันนั้น)
นอกจากนี้ ยังไม่มีการกล่าวถึง โจ พี่ชายคนที่สี่ของเซ็ป ที่เคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับวัตฟอร์ด และบทความยังระบุข้อมูลผิดว่าตอนเด็กเซ็ปเคยทำงานในเหมืองถ่านหินทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ ซึ่งจริงๆ แล้วเขาไม่ได้ทำ แต่พ่อของเขาเป็นคนงานเหมือง
โรเจอร์ เฮย์วูด ถูกบรรยายว่าเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟสูง 6 ฟุต ส่วน เพอร์ซี่ โกรฟเนอร์ กองกลางฝั่งซ้าย มีการกล่าวถึงประวัติครอบครัวว่าเขาเป็นน้องชายของ ทอม โกรฟเนอร์ นักเตะทีมชาติอังกฤษจากเบอร์มิงแฮม ซิตี้ และ ชาร์ลี โกรฟเนอร์ จากเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน อีกทั้งเป็นลูกชายของ ซิด โกรฟเนอร์ อดีตนักเตะวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส
แนวรุกของทีมถูกบรรยายว่าเป็น ‘การผสมผสานของนักเตะจากสก็อตแลนด์ เวลส์ และอังกฤษ’
ชาวสก็อตสองคน คือ ปีกสองข้าง ทอม แคร์โรลล์ (ผู้เล่นตัวเล็กจากไคลด์) และ แดนนี่ ลิดเดิ้ล
ชาวเวลส์คือ ยูจีน คัลลาแฮน กัปตันทีม ตำแหน่งอินไซด์ขวา และเป็นนักเตะทีมชาติเวลส์ เขาถูกบรรยายว่าเป็น ‘นักเตะที่มีชื่อเสียงที่สุดของทีม เดอะ ฟิลเบิร์ตส์’ โดยย้ายมาจากท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เมื่อ 11 เดือนก่อน
ชาวอังกฤษในแนวรุกประกอบด้วย อาเธอร์ ‘ดิกเกอร์’ มอว์ ตำแหน่งอินไซด์ซ้าย ที่อยู่กับเลสเตอร์ มา 4 ฤดูกาล และ เฟร็ด ชาร์แมน กองหน้าตัวกลาง แต่บทความไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ชาร์แมนโดยปกติแล้วเล่นเป็นกองหลัง แต่ต้องมารับบทกองหน้าชั่วคราวในฤดูกาลนี้ หลังจาก อาร์เธอร์ แชนด์เลอร์ ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสรอำลาทีมไป
บทความยังกล่าวถึง ทอมมี่ มิลส์ อินไซด์ขวาทีมชาติเวลส์ ที่ย้ายมาร่วมทีมเลสเตอร์ด้วยค่าตัวสูงเมื่อฤดูกาลที่แล้ว (แม้เขาจะไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ก็ตาม)
ที่ด้านล่างของหน้ามีภาพถ่ายทีมเลสเตอร์ ซิตี้ แบบขาวดำ ซึ่งถูกแต่งแต้มสีฟ้า
ในนิตยสาร The Champion ฉบับนี้ยังมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับฟุตบอลอีกสองรายการ ได้แก่ ควิซภาพกฎกติกาฟุตบอลในหน้าแปด และโฆษณาบนหน้าปกว่า ‘มีลายเซ็นนักฟุตบอลชื่อดัง 10 คน แถมฟรีด้านใน’ ซึ่งแน่นอนว่าของเหล่านั้นหายไปตั้งแต่หลายสิบปีที่แล้ว