ของสะสมทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของสโมสรคือ ธง ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ธงเหล่านี้ถูกส่งมอบให้กับเลสเตอร์ ซิตี้ จากในเกมนัดสำคัญต่างๆ เช่น นัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ และการแข่งขันในศึกยูฟ่า คัพ, ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รวมถึงยูฟ่า ยูโรปา ลีก
นอกจากนี้ยังมี ธง อีกเป็นจำนวนมากที่ได้ทำการแลกเปลี่ยนกันในการแข่งขันกระชับมิตรช่วงปรีซีซั่น
ธงแลกเปลี่ยนที่แสดงอยู่นี้ ต้องย้อนกลับไปในช่วงหน้าร้อนปี 2016 เมื่อทีมจิ้งจอกสยาม ในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลรายการ อินเตอร์เนชันแนล แชมเปียนส์ คัพ (ICC) และมันเป็นสิ่งช่วยเตือนใจถึงการมีส่วนร่วมของเลสเตอร์ ในทัวร์นาเมนต์ปรีซีซั่นที่ทรงเกียรติที่สุดและมีตารางการแข่งขันที่แน่นขนัดที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร
สโมสรชื่อดังระดับโลกจำนวน 17 สโมสรได้รับเชิญให้เข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งรวมถึงทีมที่เป็นแชมป์ลีกของตนเองในเวลานั้น ได้แก่ เลสเตอร์ ซิตี้, ยูเวนตุส, บาเยิร์น มิวนิก, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, บาร์เซโลนา และ เซลติก
ทีมอื่นๆ ที่ได้รับเชิญประกอบไปด้วย แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, ลิเวอร์พูล, เรอัล มาดริด, เอซี มิลาน, อินเตอร์ มิลาน, แอตเลติโก มาดริด, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ เมลเบิร์น วิกตอรี โดยทัวร์นาเมนต์นี้แข่งขันไปพร้อมๆ กันในประเทศออสเตรเลีย, จีน, ทวีปยุโรป และประเทศสหรัฐอเมริกา
แต่ละทีมจะลงเล่นทั้งหมด 3 นัด และทีมที่ชนะเลิศคือสโมสรที่เก็บคะแนนได้มากที่สุดเมื่อสิ้นสุดทัวร์นาเมนต์ ทีมชนะจะได้ 3 คะแนน และในกรณีที่เสมอกันในเวลาปกติ ทั้งสองทีมจะดวลจุดโทษตัดสินกันทันที โดยผู้ชนะในการดวลจุดโทษจะได้ 2 คะแนน ส่วนผู้แพ้จะได้เก็บไป 1 คะแนน
เกมนัดแรกของเลสเตอร์ คือเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม โดยเป็นเกมเผชิญหน้ากับ เซลติก ภายใต้การคุมทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่สนามเซลติก พาร์ค สกอร์ในเวลาปกติจบลงด้วยการเสมอกัน 1-1 ริยาด มาห์เรซ ยิงประตูสุดสวยช่วยให้เลสเตอร์ ออกนำไปก่อน ก่อนที่ อีแกน โอคอนเนลล์ จะทำประตูตีเสมอให้เจ้าถิ่น และเป็นทัพจิ้งจอกสยาม ที่เอาชนะในการดวลจุดโทษไปได้ 6-5
เจ็ดวันต่อมา ขุมกำลังของเลสเตอร์ ซึ่งรวมถึงนักเตะใหม่อย่าง อาเหม็ด มูซา ซึ่งตามรายงานระบุว่าเป็นนักเตะค่าตัวสถิติสโมสรคนใหม่ที่ย้ายมาจาก ซีเอสเคเอ มอสโก, หลุยส์ เอร์นันเดซ และ นัมปาลิส เมนดี้ ได้ลงสนามพบกับทีมที่จะก้าวไปเป็นแชมป์รายการ ICC ในท้ายที่สุดอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่สนามสตับฮับ เซ็นเตอร์ ในเมืองคาร์สัน นครลอสแอนเจลิส
แชมป์ลีกฝรั่งเศสในตอนนั้นคุมทัพโดย อูไน เอเมรี่ โดยทีมของเขาเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 4-0 จากประตูของ เอดินสัน คาวานี, โจนาธาน อิโกเน่, ลูคัส มูร่า และตัวสำรองอย่าง ออดซอนเน เอ็ดวาร์ด
ตารางการแข่งขันที่แน่นขนัดดำเนินต่อไปในอีกหนึ่งสัปดาห์ ทัพจิ้งจอกสยามต้องลงดวลแข้งกับ บาร์เซโลนา ของกุนซือ หลุยส์ เอ็นริเก้ ที่สนามเฟรนด์ส อารีนา เมืองโซลนา ในกรุงสตอกโฮล์ม แม้จะทำได้สองประตูอย่างยอดเยี่ยมจาก มูซา ที่ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองในครึ่งหลัง แต่ลูกทีมของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ก็ต้องปราชัยไปด้วยสกอร์ 4-2 ก่อนที่จะพบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ที่สนามเวมบลีย์ ในอีกสี่วันต่อมา